ราชาเพลงลูกทุ่ง สุรพล สมบัติเจริญ  

          

          เมื่อเวลา ๐๑.๐๐ น. คืนวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๑๑ (ที่จริงเข้าเขตวันที่ ๑๗ แล้ว แต่ เลข ๑๖ มันเกี่ยวโยงกับบทเพลงที่เป็นผลงานชิ้นสุดท้าย) บริเวณหน้าวิกแสงจันทร์ วัดหนองปลาไหล อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อสิ้นเสียงปืนไม่นานนัก เราได้สูญเสียนักร้องลูกทุ่งผู้ยิ่งใหญ่ ที่ชาวไทยยกย่องให้เป็นราชาเพลงลูกทุ่ง นามสุรพล สมบัติเจริญ           

           ตอนนั้นผมยังเด็ก อายุ ๑๑ ขวบ จำได้ว่าเมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป และเป็นที่ทราบกันแน่ชัดแล้ว ทุกสถานีวิทยุเปิดเพลงของสุรพล สมบัติเจริญ กันหมด เหมือนสถานีวิทยุถูกบังคับให้เปิดเพลงปลุกใจเวลามีปฏิวัติรัฐประหารทีเดียว คุณยายข้างบ้านร้องไห้ เหมือนกับญาติสนิทถึงแก่กรรม ครั้งนั้นผมก็ไม่เข้าใจอะไรมากนัก รู้แต่ว่าแกคงชอบของแก คนที่แกชอบตายแกคงเป็นเอามากถึงกับร้องห่มร้องไห้ แต่ถ้าเป็นปัจจุบันผมก็อาจเป็นอีกคนหนึ่งที่จะนั่งร้องไห้กับยายคนนั้น เพราะผมรู้สึกว่าเราได้เสียเพชรอันล้ำค่าที่ประดับวงการเพลงลูกทุ่งไป เมื่อวัยเพียง ๓๗ ปี ๑๐ เดือน ๒๓ วันเท่านั้น           

          ศพของ สุรพล สมบัติเจริญ ฌาปนกิจเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๑๒ ณ วัดมกุฎกษัตริยาราม หลังวันถึงแก่กรรม ๑ ปี  (อ.ชำเลือง ให้ข้อมูลว่า ศพสุรพล สมบัติเจริญ ตั้งที่วัดปากน้ำภาษีเจริญและฌาปนกิจศพที่วัดปากน้ำ)         

          สุรพล สมบัติเจริญ มีชื่อจริง ว่า ลำดวน สมบัติเจริญ เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๔๗๓ ณ บ้านเลขที่ ๒๔๕(บ้างก็ว่า ๑๒๕) ถนนนางพิมพ์ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรนายเปลื้อง นางวงศ์ สมบัติเจริญ ซึ่งมีบุตร ๖ คนมีชื่อดังนี้คือ๑.    อุดม ๒.ลำดวน ๓.จินดา ๔.เฉลียว ๕.ไสว ๖.สมานสุรพล สมบัติเจริญ สมรสกับนางศรีนวล สมบัติเจริญ มีบุตร ๕ คน ล้วนแต่มีเลือดศิลปินทั้งสิ้น(สมพงษ์ ,สุรชัย,ศิรินทิพย์,สุรชาติ,สุรเดช)

           สุรพล เรียนจบ ม.๖ ที่โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัยสุรพล สมบัติจริญ เริ่มต้นฝึกฝนตนเองทั้งการร้องและการแต่งเพลงมาก่อนแต่เพิ่งได้เรียนรู้หลักการและฝึกฝนอย่างถูกวิธีการเมื่อได้มาอยู่กองดุริยางค์กองทัพอากาศ เริ่มต้นชีวิตนักร้องเป็นครั้งแรกด้วยการร้องเพลงเชียร์รำวง ได้บันทึกแผ่นเสียงเพลงแรก(เมื่อปี ๒๔๙๖) คือเพลง น้ำตาลาวเวียง แต่คนยังไม่รู้จัก คนมารู้จักและเริ่มมีชื่อเสียงในเพลง ชูชกสองกุมาร(บันทึกปี ๒๔๙๖ เช่นกัน) จากนั้นก็เริ่มมีเพลงทยอยออกมา เช่นเพลงโดดร่ม เพลงนี้ดังมากในหมู่ทหาร แต่เพลงแรกที่ดังสนั่นทั่วไทยก็คือเพลง ลืมไม่ลง (ปี ๒๕๐๒)  และเพลงดังๆอีกมากมายที่แฟนเพลงร้องกันได้ทุกคน เช่น เพลงสาวสวนแตง น้ำตาจ่าโท แซ่ซี้อ้ายลื้อเจ็กนั้ง เดือนหงายที่ริมโขง สนุกเกอร์ หัวใจผมว่าง  จนถึงเพลงสุดท้ายที่บันทึกล่าสุดในปี ๒๕๑๑ คือเพลง ๑๖ ปีแห่งความหลัง รวมผลงานที่ร้องเอง แต่งเอง และแต่งให้ลูกศิษย์ประมาณ ๓๐๐ เพลง   (บ้างว่ามีถึง ๔๐๐ เพลง)        

          สุรพล สมบัติเจริญ ยึดแบบอย่างเบญจมินทร์ ในการร้องเพลง จนเกิดความขัดแย้งกันและทำให้มีผลงานเกี่ยวกับความขัดแย้งดังกล่าวร้องเป็นเพลงด้วย ผู้ที่ชักนำและสนับสนุนเข้าเป็นนักร้องคือเรืออากาศตรีปราโมทย์ อรรณพงษ์ ผู้ที่สนับสนุนให้อัดแผ่นเสียงเป็นครั้งแรกคือ นายเอกพล บุตรชายคนโต ของนายห้าง ต.เง็กชวน และผู้ที่ให้คำปรึกษาชี้แนะให้ตั้งวงดนตรีเป็นของตนเองคือครูพยงค์ มุกดา โดยมีนายห้างอารยะโอสถตรามือสนับสนุนเงินทุน           

          ผลงานที่น่าประทับใจคือชนะการประชันวงดนตรีลูกทุ่งครั้งแรกของเมืองไทยที่วัดสนามชัย(ไม่ใช่ที่สุพรรณ)อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ ครั้งนั้นมีวงดนตรีชั้นนำของเมืองไทยประชันกัน ๔ วง รางวัลที่ได้คือขันน้ำพานรอง พระยอดธงรุ่นแรก พร้อมเงินรางวัล เหตุการณ์ครั้งนี้ สุรพล สมบัติเจริญ ประทับใจและตื้นตันใจมากถึงกับหลั่งน้ำตา ด้วยความปลาบปลื้ม ดังเนื้อเพลงที่เขาว่า วัดสนามชัยดินแดนครั้งก่อน ผมยังไม่ลืม ผมหลั่งน้ำตาอุราแสนปลื้ม        นอกจากรางวัลดังกล่าว วงดนตรีสุรพล สมบัติเจริญ ยังได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศในฐานะวงดนตรีที่ทำเงินยอดเยี่ยมอีกหลายใบ            

          คุณเจนภพ จบกระบวนวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านเพลงลูกทุ่ง ได้กล่าวถึงสุรพล สมบัติเจริญ ว่า สุรพล สมบัติเจริญ จึงเป็นคนสุพรรณที่ได้รับการยกเป็นตัวอย่างแทบจะทุกครัวเรือน...เพราะสุรพลทำสำเร็จเป็นคนแรก ตัวอย่างแห่งชื่อเสียงและความสำเร็จของสุรพลนี่เองเป็นประกายไฟจุดลุกไล่ให้หนุ่มสุพรรณสาวสุพรรณทั้งหลายอยากจะเป็นนักร้องเหมือนอย่างสุรพล บ้างเพราะมองเห็นหนทางข้างหน้าอยู่ชัดแจ้งแล้ว สุรพลจึงเปรียบเสมือนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเพลงเมืองสุพรรณ ที่มีลูกศิษย์ลูกหาเดินตามรอยจนโด่งดังคับฟ้าเมืองไทยมากมายจนนับไม่ถ้วน