30 ก.ค. ออกเดินทาง เวลา 09:00 โปรแกรมวันวันนี้ เช่ารถเต็มวัน ด้วยราคา $40 วันนี้คุณโยมไม่ได้ไปกับเราด้วย ติดกรุ๊ปทัวร์จากสเปน ดีฮากพาลูกสาวมาแทนชื่อ บา บา กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย เราก้ได้เรียนรู้แฟชั่นของวัยรุ่นพม่า บาบาเพ้นท์เล็บเหมือนบ้านเรา เจาะหูข้างซ้าย 4 รู ข้างขวาอีก 2 รู ใส่เสื้อยืดเปิดไหล่ เห็นสายพลาสติกใสของเสื้อชั้นใน ซึ่งที่จริงก็หาดูแทบไม่ได้บนถนนที่เราเดินในร่างกุ้ง โปรแกรมวันนี้ไปสิเรียม ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เหมือนเคย มีด่านเก็บค่าใช้ถนนเป็นระยะ ๆ (ทั้ง ๆ ที่สภาพถนนก็แสนจะโหดร้าย) เป้าหมายแรกไปนมัสการพระเจดีย์กลางน้ำ
จากนั้นไป วัดพระหินอ่อน นมัสการพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่แกะสลักจากหินอ่อนองค์ใหญ่มาก ๆ ใหญ่ที่สุดในพม่า
แวะดูโรงช้างเผือก มีช้างอยู่ 3 เชื่อก ที่เป็นช้างคู่บ้านคู่เมืองของพม่า มีสีขาวเผือกตลอดทั้ง 3 ตัว ถูกต้องตามคชลักษณะของช้างเผือกทุกประการ อยากบอกว่า น่ารักมาก ๆ ช้าง 2 เชือก จะเห็นผิวเป็นสีส้มอ่อน ๆ อีก 1 เชือก สีที่เห็นออกเป็นขาวเทา ๆ เค้าปลูกโรงช้าง ลักษณะเหมือนศาลา คือ มีหลังคา แต่ไม่มีฝา พื้นเป็นพื้นปูนซีเมนต์ มีหลัก 3 หลัก ห่าง ๆ กันแต่ไม่มาก เป็นที่ผูกโซ่ที่คล้องขาช้างเอาไว้ ตอนที่ไปถึงพยายามจะดูว่าโซ่ที่คล้องขาช้างนั้น สั้นไปรึป่าว เพราะช้างพยายามที่จะเดินออกไปมา แต่ก็ติดโซ่ที่ยึดอยู่ ให้บาบาถามคนดูแลว่า ช้างนอนที่ไหน เค้าบอกว่านอนที่นี่เลย แต่เรากลับคิดว่า ช้างน่าจะไปนอนที่อื่นนะ ไม่น่าจะนอนบนพื้นปูซีเมนต์ แต่ก็ไม่รู้จะคาดคั้นยังไง เพราะภาษาอังกฤษของบาบา ก็ไม่ดีเท่าไร ภาษาอังกฤษของคนดูแลช้างไม่ได้เลย ...ใครรู้ว่าช้างนอนอย่างไรช่วยบอกที ยืนหลับ นั่งหลับ รึว่านอนหลับ ????
ทานข้าวบ่ายที่ห้าง Ocean เห็นว่าเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในร่างกุ้ง อยู่นอกเมืองออกไป ที่นี่ก็กลัวระเบิดเหมือนบ้านเราตอนนี้ เพราะเวลาจะเข้าไปในห้าง จะขอตรวจกระเป๋า ลักษณะการจัดวางสินค้า ราคาสินค้า ไม่แตกต่างจากเมืองไทย สินค้าหลายอย่าง เราอ่านได้แบบไม่ต้องแปล เพราะส่งมาจากบ้านเรา ทานอาหารที่ food center แลกบัตรเติมเงินเพื่อซื้ออาหาร ราคาสูงพอควร ข้าวจานละ 1800Kyats (1270 Kyats = $1) ไอศกรีม โคนละ 500Kyats
ไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ที่ร่างกุ้ง เสียค่าเข้าชมเฉพาะต่างชาติ อีก $5 เป็นตึกขนาดใหญ่ ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ มีรูปปั้นสำริดขนาดใหญ่ เหมือนเคย พี่อูฐก็ไปตามหาร “บุเรงรอง” ขวัญใจคนเดิม ในพิพิธภัณฑ์ซึ่งอยุ๋ในตึกขนาดใหญ่ จัดแสดงเป็น 4 ชั้นด้วยกัน เริ่มจากชั้นล่างแสดงวิวัฒนาการของตัวอักษรพม่า และชิ้นส่วนของวัสดุที่ถูกจารึกตัวอักษรเก่า ๆ เหล่านั้น ตั้งแต่หิน ใบลาน สลักบนมีด หรือดาบ ชั้นต่อ ๆ ไป ก็จะเป็นชิ้นส่วนของซากเมือง ชิ้นส่วนภาชนะ เครื่องใช้ เครื่องประดับ ที่นำมาจากเมืองต่าง ๆ เช่น พุกาม มัณฑเลย์ พะโค(หงสาวดี) ที่สำคัญมีห้องหนึ่งที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่า ที่งดงามมากมายเลยทีเดียว และที่ห้องนี้ เราก็ต้องถอดรองเท้า ก่อนเข้าไปคารวะเยี่ยมชม จะเห็นได้ว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับศาสนาทุกทีในพม่า ต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า ก่อนเข้าไปทุกครั้ง แล้วเสื้อผ้าที่สวมใส่เข้าไปก็ไม่ให้แต่งกายไม่สุภาพ เช่น กางเกงขาสั้นเสื้อกล้าม กระโปรงสั้น (เห็นแล้วก็สะท้อนใจบ้านเราจัง ที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่ทำรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว หลายครั้งที่เห็นแต่งตัวดูไม่ได้เลยกับการเข้าไปคารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของศาสนาพุทธ โดยเฉพาะพิธีกรหญิง) เสียดายที่นี่ปิด 5 โมงเย็น เรามีเวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ก็เลยดูไม่ครบทุกห้อง
อาหารเย็นวันนี้ที่ตลาดเหมือนวันแรก ติดใจ เดินไปดูไป ชิมไปเรื่อย ๆ ก็กลับ