เป็นห้วงแห่งการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม

งานค่าย มมส  ร่วมใจห่วงใยชุมชน  ระหว่างวันที่  4 – 5  สิงหาคมที่ชุมชนแกดำ  อ.แกดำ  จ.มหาสารคาม  ซึ่งผมเรียกเองว่า ค่ายเฉพาะกิจ  หรือ ค่ายแดกด่วน  นั้น  ถือเป็นบทพิสูจน์อันสำคัญของคนค่ายที่มีจิตสำนึกสาธารณะที่พร้อมเสมอสำหรับการเป็น ผู้ให้(Giving) 

นิสิตชายทุกคนนอนพักค้างคืนที่ศาลาวัด  ส่วนนิสิตหญิงอาศัยนอนค้างกับชาวบ้าน 

วันเวลา  1  คืนกับ 2  วันดูน้อยนิดเหลือเกินกับกิจกรรมที่เรียกติดปากกันว่า ค่าย   แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดก็จะพบว่า   งานที่คนค่ายได้ลงแรงกายและแรงใจไปนั้นก็ดูจะมากโขเอาการอยู่ไม่น้อย  และถึงแม้กองทัพจะเดินด้วยท้อง  แต่ทุกคนก็ไม่ถือเอาเรื่องดังกล่าวใหญ่โตไปกว่างานที่กำลังขับเคลื่อนอย่างจริงจังและเร่งด่วน    

การนำพาหลาย ๆ  องค์กรมาทำงานร่วมกันดูจะเป็นเรื่องท้าทายต่อการงานในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง  หากแต่ละองค์กรไม่ปล่อยวางวัฒนธรรมตัวตนของตนเอง   ก็ดูจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานอยู่มาก 

นั่นคือความท้าทายที่ผมเฝ้ามองอยู่อย่างเงียบ ๆ    

 

  

(และนี่คือ)  ความคาดหวังที่เกิดขึ้นก่อนการไปค่ายของคนค่ายในครั้งนั้น

 

1.        สร้างศาลาริมน้ำให้แล้วเสร็จ

 

2.        ฟื้นฟูแหล่งน้ำด้วยการรื้อถอนตักตบชวา

 

3.        เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานร่วมกันในภาพของเครือข่ายองค์กรนิสิต

 

4.        เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมชุมชน

 

5.        เสริมสร้างกระบวนการด้านจิตสำนึกสาธารณะของนิสิต

 

6.        ส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และมีเวทีในการฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี

 

7.        เสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีของมหาวิทยาลัยกับชุมชน

   

ผลการดำเนินงาน

  

1.        มุงหลังคาศาลาได้เสร็จสิ้น  คงเหลือแต่เฉพาะการเทพื้น ,  ที่นั่งในตัวศาลาศาลาและการปรับแต่งพื้นที่รอบศาลาริมน้ำ

 

2.        สามารถรื้อถอนผักตบชวาได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

 

3.        นิสิตแต่ละองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นทีมเวิร์ค  โดยไม่ยึดติดวัฒนธรรมองค์กรใดองค์กรหนึ่ง

 

4.        นิสิตเกิดองค์ความรู้ในภาพรวมด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในเขตชุมชนเมือง

 

5.        นิสิตเกิดความรู้สึกรักและภาคภูมิใจต่อการได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์สังคม

 

6.        นิสิตได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม

       7.        มหาวิทยาลัยเป็นที่รู้จักของชุมชน   

 

  

ปัจจัยที่ทำให้งานยังไม่บรรลุเป้าหมายอันเป็นความคาดหวัง

  

1.        ระยะเวลาเพียง 1 คืนกับ 2 วันไม่เพียงพอต่อการทำงานให้แล้วเสร็จ

 

2.        ก่อนการออกค่ายมีฝนตกต่อเนื่อง  จนไม่สามารถเตรียมงานล่วงหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็น

 

3.        ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังติดภารกิจด้านการประกอบอาชีพ (ทำนา)  จึงไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมอย่างเต็มที่  ยังผลให้ไม่สามารถทำงานร่วมกับชาวบ้านตามที่ตั้งเป้าไว้  รวมถึงไม่สามารถสร้างเวทีแลกเปลี่ยนร่วมกันในเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตามแผนงานที่วางไว้

 

4.        ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงไม่แสดงจุดยืนของการเป็นส่วนร่วมกับงานค่าย

    

ปัจจัยที่ทำให้งานบรรลุเป้าหมายอันเป็นความคาดหวัง

  

1.        นิสิตแต่ละองค์กรมีจิตสำนึกสาธารณะของการทำงานอาสาสมัคร (Volunteering)  โดยไม่ยึดติดกับวัฒนธรรมองค์กรของตนเองเป็นที่ตั้ง

 

2.        นิสิตมีมนุษยสัมพันธ์  หรือทักษะการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Human skill)   ในหลักแห่งการทำงานร่วมกันระหว่างนิสิตกับนิสิต หรือนิสิตกับชุมชน

 

3.        นิสิตมีทักษะของการวางแผนปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ  มีการแบ่งงานออกเป็นสัดส่วน  แจกแจงงานตามความถนัดของแต่ละบุคคล หรือองค์กร ช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและไม่ติดขัด

 

4.        นิสิตมีความมุ่งมั่นและตระหนักถึงหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ  (Responsibility)   และมีทักษะการทำงานในระบบทีมเวิร์ค

 

5.        นิสิตมีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน  มองโลกในแง่ดีจนก่อให้เกิดความสุขแห่งชีวิต  (Happiness  Life)  ซึ่งเป็นต้นทุนที่ดีในการช่วยให้ทำงานได้อย่างมีความสุข (Enjoy  orking)  รวมถึงการรู้สึกรักในชื่อเสียง  (Feme)  และเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย  จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังแห่งการทำงาน

 

6.        นิสิตมีทักษะในการสังเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการทำงาน รวมถึงมีกระบวนการถอดบทเรียนประจำวันอย่างมีระบบ  จนก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงานในแต่ละวัน

 

7.        การสร้างความพร้อมหรือการปฐมนิเทศที่ชัดเจนก่อนการปฏิบัติงานแก่นิสิต  รวมถึงการ เปิดใจ  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันทั้งในฐานะนิสิตและมหาวิทยาลัย

   

 

ค่ายครั้งนี้ยังไม่แล้วเสร็จ  ซึ่งหมายถึงว่า เรา  จะยังคงลงพื้นที่ ต่อยอด  กันอีกครั้งในเร็ววันนี้  และเป็นการไปต่อยอดให้งานได้ยุติลงอย่างสมบูรณ์  หากแต่การไปค่ายครั้งหน้าอาจจะมีกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมให้เกิดความหลากหลายมากยิ่งขึ้น  เพื่อให้นิสิตชาวค่ายได้ทำงานอย่างถ้วนทั่ว   

 

และผมเองก็เชื่อว่า ,  ครั้งต่อไปอาจจะมีองค์กรอื่นกระโจนมาเป็นคนค่ายร่วมกับเราเพิ่มขึ้นก็เป็นได้  เพราะเท่าที่ประเมินสถานการณ์ตอนนี้   ข่าวคราวการทำงานได้แพร่หลายไปสู่คนค่ายต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ  อย่างน่าภาคภูมิใจ     

การใช้เวลาในวันหยุดอันน้อยนิดก้าวเดินออกจากห้องเรียนในมหาวิทยาลัย  พร้อมทั้งพกพาความเป็นมหาวิทยาลัยลงสู่ชุมชนเช่นนี้  ถือได้ว่า  เป็นห้วงแห่งการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมอย่างน่ายกย่องและควรค่าต่อการส่งเสริมและสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง     

 

ผมเชื่อเหลือเกินว่านิสิตอันเป็นคนค่ายของผมจะรู้สึกว่าวันเวลาในค่ายสั้น ๆ นั้น  คือ  ห้วงเวลาเวลาแห่งความสวยงาม  (Divine  Timing)  ซึ่งหมายถึง  ค่ายครั้งนี้จะเป็นความทรงจำอันงดงามของพวกเขาอย่างไม่รู้จบ !