ถ้ายังมองว่าการนั่งหลังขดหลังแข็งท่องหนังสือคือเก่ง (ในแบบที่เราเคยเชื่อ) ผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก

สมัยผมเรียนมหาวิทยาลัย ระบบ SOTUS (seniority, order, tradition, unity and spirit) ยังไม่ถูกนำมาตีแผ่วิจารณ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์เหมือนรุ่นหลังครับ คณะผมก็นับเป็นคณะที่ใช้ระบบนี้อย่างกว้างขวาง เมื่อผ่านปีหนึ่งไป ผมและเพื่อนๆ ก็มีโอกาสเป็นผู้ใช้ระบบ SOTUS บ้าง ซึ่งข้อที่หลายๆ คนชอบใช้ที่สุดคือ Seniority ครับ รุ่นน้องเจอรุ่นพี่ต้องไหว้ รุ่นน้องบางคนไม่ไหว้ หรือทักรุ่นพี่แต่ไม่ไหว้ ก็มักจะถูกเขม่นเอา

เพื่อนๆ หลายคนบ่นว่าเด็กรุ่นนี้ไม่เหมือนรุ่นก่อน เป็นการบ่นที่น่าคิดนะครับ เพราะคำว่ารุ่นในที่นี้คือรุ่นในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่ผมเชื่อว่าในความหมายของเพื่อนส่วนหนึ่งหมายถึงเด็กที่มีอายุน้อยกว่า ซึ่งถ้านับตามรุ่นแบบ Generation แล้ว ก็ต้องถือว่ารุ่นผมกับรุ่นพี่รุ่นน้องที่ห่างกับห้าหกปีนั้นเป็นรุ่นเดียวกันแท้ๆ ซึ่งนับว่าเป็น Generation X เหมือนอย่างที่ฝรั่งเขานับกันนั่นล่ะครับ

รุ่นแบบ Generation นี้ต่างหากครับที่เป็นเรื่องที่ผมอยากพูดถึง เพราะตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาผมได้ยินผู้ใหญ่หรือรุ่นผมเปรียบเทียบรุ่นตัวเองกับรุ่นอื่นมาตลอด ผู้ใหญ่มักบอกว่าเพลงสมัยนี้ไม่เพราะ ไม่มีสัมผัส เด็กรุ่นนี้ไม่อดทน ไม่รักษาวัฒนธรรม แต่งตัวไม่เรียบร้อย ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่กล้าเผชิญโลก รุ่นผมเองก็มีพูดถึงรุ่นเด็กสมัยนี้ว่าเที่ยวเก่ง จับจด รู้อะไรไม่ลึก ไม่ได้เรียนยากลำบากเหมือนสมัยที่เราเรียนกันมา รู้และทำเรื่องที่ไม่ควรก่อนถึงวัยอันควร

ช่วงชีวิตที่วิกฤตของคนเราก็ช่วงวัยรุ่นนี่ละครับ หลายคนอาจจะบอกว่าเป็นเพราะวัยรุ่นเองที่มีความอยากรู้อยากลอง ทำให้มันกลายเป็นปัญหา แต่ผมคิดว่าผู้ใหญ่ (รุ่นก่อน) เองก็มีส่วน (ทั้งเพิ่มและลดปัญหา) อยู่มาก หลายๆ ครั้งรุ่นก่อนหน้ามักมองไม่เห็นว่ารุ่นหลังจะเอาตัวรอดอย่างไรในสังคม เพราะดูแล้วไม่เข้าท่าเอาเสียเลย แต่ทุกรุ่นก็ฝ่าวิกฤตของช่วงวัยรุ่นมาได้และก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่เพื่อที่จะมองกลับไปยังรุ่นที่กำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤต แล้วก็จะมีความรู้สึกคล้ายๆ แบบนั้นอีกนั่นละครับ ว่ามันจะเอาตัวรอดกันได้ยังไง

ผมมองว่าวงจรนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในสามรุ่นที่ผมสัมผัส คือรุ่นพ่อแม่ผม (Baby Boomer) รุ่นผมและรุ่นถัดมา (Gen -x, Gen-y) คนรุ่นผมที่เข้าสู่วงการศึกษาก็มักมองหาวิธีสอนแบบที่ตัวเคยได้รับมา เสียงบ่นจึงยังมีไม่ขาดครับ ผมยังเชื่ออีกว่าการเรียนในห้องแบบบรรยายนั้นน่าเบื่อที่สุด บางครั้งหาสาระไม่ได้เลยด้วยซ้ำ พูดแบบนี้ผมไม่ได้หมายความว่าตัวเนื้อหาวิชานั้นไร้สาระ เพียงแต่รู้สึกว่ามันไม่ได้เชื่อมโยงกับสิ่งที่ผมสนใจ ความรู้ที่ผมมีอยู่ หรือมองไม่เห็นว่ามันจะเกิดประโยชน์อะไรกับชีวิตที่ต้องเรียน อีกประการหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นช่องว่าระหว่างรุ่นมากคือเรื่องของเทคโนโลยีครับ การพยายามสอนด้วยวิธีเก่าๆ นั้นท่าจะไม่ดีเสียแล้วครับ ความรู้อยู่ในทีวี อยู่ในอินเตอร์เน็ตมากมาย เด็กจะหาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเรามัวแต่สอนให้เด็กท่องในสิ่งที่เด็กเข้าถึงได้ในเสี้ยววินาที และเข้าถึงได้ทุกเวลา เขาคงจะสงสัย ว่าแล้วจะท่องไปทำไม? ถ้ายังมองว่าการนั่งหลังขดหลังแข็งท่องหนังสือคือเก่ง (ในแบบที่เราเคยเชื่อ) ผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก ถ้าบอกว่าการฝึกฝนนี่ผมเห็นด้วยครับ แต่มีข้อแม้ว่าฝึกในสิ่งที่มีประโยชน์และสร้างสรรค์นะครับ

ผมไม่เชื่อว่าเด็กรุ่นนี้ไม่ใฝ่รู้ครับ เขาเพียงแต่หาความรู้จากที่อื่นๆ ซึ่งมีความรู้หลากหลายให้ศึกษา ผมขอยกตัวอย่างสุดโต่งสักเรื่องนะครับ ถ้าถามเรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเกมออนไลน์ Lineage? เด็กหลายคนรู้หมดเลยครับว่าถ้าจะเข้าสู่โลก Lineage มีกี่อาชีพ มีอาวุธแบบไหนที่เหมาะกับอาชีพไหน มีทักษะอะไรบ้างที่จำเป็น เรื่องพวกนี้ (เราไม่เชื่อว่า)เป็นชุดความรู้ (เราไม่ยอม) เทียบกับความรู้ในตำราภาษาไทย หรือสังคม เด็กเรียนอย่างไร หาความรู้อย่างไร เรื่องนี้ต้องพูดกันยาวครับ ผมมั่นใจว่าไม่เหมือนที่เราพยายามป้อน (ยัด?) ให้ในห้องเรียนแน่ๆ

ถามว่าพูดแบบนี้ ผมสนับสนุนให้เด็กเล่นแต่เกมเหรอ? ไม่เลยครับ ผมมองว่าถ้าเราเข้าใจว่าเด็กสมัยนี้เรียนรู้กันอย่างไร เราน่าจะนำเอาวิธีเดียวกันนี้มาใช้ในห้องเรียนได้มากกว่า

ท่าจะยาวแล้วก็เริ่มจะแตกประเด็นเกินเลยไปแล้วครับ ผมขอจบไว้แค่นี้ แล้วจะมาต่อทีหลัง

แต่ก่อนจะจบ ผมขอฝากเรื่องขำขันไว้เรื่องหนึ่งครับ (ถ้าผมจำไม่ผิด ผมอ่านเจอในหนังสือรุ่นสมัยมัธยม ซึ่งนำมาเล่าต่อก็อาจจะผิดเพี้ยนไปบ้างนะครับ)

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
พ่อ:
แกรู้ไหม ว่าตอนประธานาธิบดีลินคอนอายุเท่าแก เขาเริ่มอาชีพการเมืองแล้ว
ลูก: แล้วพ่อรู้ไหมว่าตอนประธานาธิบดีลินคอน อายุเท่าพ่อ เขาเป็นประธานาธิบดีแล้ว
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

อ้างอิง: Gee, J. P. (2003). What video games have to teach us about learning and literacy. New York: Palgrave Macmillan.