การชักชวนคนเข้ามาสู่เรื่องนี้ยังยาก และก็ไม่ง่ายที่ขยายหรือสร้างชุมชนคนเขียนBlogให้มีความมั่นคงก้าวหน้า แต่เมื่อมีสมาชิกมากขึ้นก็เหมือนเรามีตัวช่วยทวีคูณ ความเติบโตก็อาจจะพัฒนาไปเป็นองค์กรหรือสถาบันเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ถ้าเป้าหมายอยู่ที่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เราก็พอมองเห็นแววอยู่บ้าง แม้จะมีผู้รู้หลายท่านยึกยักไม่ยอมก้าวเข้ามาก็ตาม 

มองไปในอนาคตแล้วท่านทั้งหลายคิดว่าควรจะดำเนินการไปอย่างไร มีผู้สันทัดกรณีบอกว่า เรากำลังเปลี่ยนจากแก๊งไปเป็นก๊วนไปเป็นกลุ่ม เรากำลังเดินผ่านพันธมิตรวิชาการ ไปสู่กัณยานมิตรกันแล้ว ดูท่าจะจริงนะครับ ที่เชียงใหม่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ หมู่มวลมิตรคนคิดและชอบคล้ายๆกันจะเป็นตัวตั้ง เพื่อก่อหวอดเป็นพลังทางสังคมได้ในระดับไหนอย่างไร ไม่แน่นะครับมิตรภาพอาจจะนำไปสู่สันติภาพในระดับชุมชน ภูมิภาค ประเทศ และสากลได้ 

โลกใบนี้โดยเฉพาะที่ประเทศไทยกำลังยุ่งเป็นพิเศษ เห็นลูกหลานตัวเล็กๆมารำอวยพรวันแม่แล้วปลื้มใจ พวกคนใหญ่ต่างหากที่เฮ็วไม่ได้เรื่องได้ราว ไม่รู้วันดีหรือปีแห่งมิ่งมงคล ถ้าเป็นคนพันธุ์ฮาบ้านเมืองก็น่าจะเป็นปกติกว่านี้ ใครรู้จักพวกเฮ็วชวนมาเป็นพวกฮาหน่อยก็ดีนะครับ 

คนไทยมีเชื้อในเรื่องการยิ้มง่าย ชอบการดำเนินชีวิตที่สบายๆ เพราะเราเกิดในภูมิภาคที่ฐานทรัพยากรหลากหลาย อากาศไม่หนาวเหน็บจนต้องอุดอู้สู้กับความเย็นเช่นคนในแถบหิมะตก และไม่ร้อนระอุจนเลือดกำเดาไหลเช่นในตะวันออกกลาง ความชุ่มชื้นในแต่ละฤดูกาลส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชพรรณธัญญาหาร เราอยู่ในแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของโลก อยู่ใต้ร่มเงาของศาสนาที่หลากหลาย

แต่เราพูดกันไม่รู้เรื่อง แทนที่จะยิ้มก็แยกเขี้ยวคำราม Blogจะเครื่องมือสมานฉันท์ได้ไหม ถ้ามีกลไกทำให้เข้าถึงเข้าง่ายเข้าสะดวกกว่านี้ รึท่านอื่นเห็นว่ามีเครื่องมืออะไรที่จะมาช่วยประคับประคองสังคมที่ดีกว่านี้ เราเปิดประเด็นสังคมความรู้จากเรื่องที่เราอยากรู้กันดีไหมครับ ใครจะตอบยกมือขึ้น