วันสุดท้ายหรือวันที่สองของ UKM #5 ดิฉันเข้าประชุมตอนประมาณ 10:30 น. เพราะตื่นสายด้วยอาการปวดหัวค้างจากเมื่อคืน (แต่แอบตื่นมาทานอาหารเช้าเป็นคนแรก) วันนี้ดิฉันได้เป็นผู้สังเกตการณ์แบบเต็มที่หน่อย เลือกที่นั่งเอากลางๆ แล้วคอยจับ Knowledge assets ของทีมจากมหาลัยต่างๆ แต่มาได้ฟังเอาเต็มที่ก็จากท่านอาจารย์สมนึก รองอธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ ซึ่งท่านได้เล่าให้เห็นถึงผลของการเริ่มต้นการจัดการความรู้ที่
- มุ่งที่สายสนับสนุนก่อน
- และแลกเปลี่ยนความรู้จากเรื่องเล่าดีๆ เร้าพลัง
- ก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ทำให้เกิดแรงจูงใจ เกิดความเห็นอกเห็นใจ เพราะได้ฟังเรื่องดีๆ จากเพื่อนร่วมงาน
- และเกิดความชื่นชมในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับเขาในฐานะเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง
จากนั้น ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์เดินมาอยู่กลางวงของทีมต่างๆ เพื่อทำ AAR (After-Action Review) ท่านเปิด Slide เพียงหนึ่งแผ่น แล้วอธิบายกระบวนการสรุปได้ว่า
-
พูดออกมาจากใจ โดยอิสระ ไม่ถูกไม่ผิด
-
บอกความเห็นของตน
-
ต้องการความเห็น มุมมองที่แตกต่าง
-
ต้องการความเห็น ความรู้นำไปสู่ action
-
เป็นเครื่องมือ ลปรร. หน้างาน
-
สคส. ใช้ทุกวินาที แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
-
จะทำให้ตื่นตัวตลอดเวลา
-
ใครรู้น้อยกว่าเพื่อน (เด็กที่สุด) ให้พูดก่อน จะได้ไม่ต้องกังวลว่าถูกผิด และสร้างความเท่าเทียม
-
เป้าหมายของการมาร่วม UKM #5 (ของตน - ไม่ได้พูดแทนคนอื่น) มีอะไรบ้าง
-
มีส่วนใดที่ได้เกินความคาดหมาย เพราะอะไร แล้วจะตามด้วย
-
มีส่วนใดได้น้อยหรือไม่ได้ เพราะอะไร
-
มีคำแนะนำให้ปรับปรุงอะไรบ้าง สำหรับประชุมคราวหน้า
-
(ตัวเอง) จะกลับไปทำอะไร (Lead to action)
แล้วตัวแทนของทีมก็ทำ AAR ทันทีอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เล่นเอาตกกะใจกันไปตามๆ กัน :) ส่วนท่านที่ไม่ได้พูดก็มาพูดกันต่อทางบล็อกหรือไม่ก็คงเขียนใส่กระดาษส่งให้ทีมม. มหาสารคาม
ท่านอาจารย์หมอบอกว่า AAR เกิดขึ้นในกองทัพทหารอเมริกันเพื่อใช้ในการให้ทหารพูดออกมาอย่างอิสระ ดิฉันก็พลางนึกไปถึงบรรยากาศในสนามรบว่า ทหารเค้าก็คงพูดออกมาอย่างที่เรา AAR กันใน UKM #5 แต่การพูดออกมาอย่างอิสระเพื่อปลดปล่อยความกดดันในจิตใจขณะอยู่ในสนามรบนั้น เขาทำได้ไหม หรือ มีนักจิตวิทยาอยู่ในกองทัพให้เขาได้ AAR จิตใจของเขาบ้างไหม เท่าที่ดิฉันได้รับทราบล่าสุดคือ ทหารอเมริกันเขียนไดอารี่เก็บไว้ แล้วเมื่อกลับมาบ้าน เขาก็นำมาลงบล็อก (MilBlog)