ข่าวล่าสุดที่รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าน้ำมันนั้นมันตอกย้ำความรู้สึกของผมที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้จริงๆ(โดยเฉพาะภาคใต้) เอ...อีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้าพวกเราจะมีชีวิตกันอย่างไร ผู้คนจะเอาตัวรอดจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่นับวันมันจะแย่ลงๆ นี้ได้มั๊ยนะ  ต่อไปคนเราจะมัวแต่คิดที่จะเอาตัวรอดที่จะอยู่ในสังคม โดยที่ไม่ใส่ใจคนอื่นๆ
รอบๆตัวว่าจะเป็นอย่างไร  อย่างว่าล่ะครับเทคโนโลยีมันมักจะสวนทางกับจริยธรรม เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  สงสัยคงต้องหาเวลาที่จะหยุดกิจกรรมทั้งหลายแล้วถามตัวเองว่าทุกวันนี้เรามุ่งที่จะทำงาน แข่งขันในทางธุรกิจ จนละเลยในสิ่งที่ควรจะกระทำอะไรบางอย่างหรือเปล่า .....ผมเคยมีความคิดอยากจะทำงานที่ๆไกลจากบ้าน เพราะคิดว่าการที่ได้ทำงานในบริษัทที่ดีนั้น มันสามารถทำให้เราได้รับอะไรต่างๆมากมายที่มีประโยชน์และหาไม่ได้จากการเรียนหรือการทำธุรกิจที่บ้าน แต่คุณผู้อ่านครับทุกวันนี้   ชีวิตของ"คุณน้อย"เพื่อนของผมซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างที่คอยย้ำเตือนมุมมองอีกด้านหนึ่งในการใช้ชีวิตให้กับผม ........คุณน้อย (หรือที่เพื่อนๆเรียกติดปากว่า ไอน้อย)เป็นคนนราธิวาส เธอเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์รุ่นเดียวกับผม เราเรียนอยู่คณะเดียวกันและภาควิชาเดียวกันด้วยความที่รหัสนักศึกษาเราติดกันเราเลยมักจะได้อยู่กลุ่มเดียวกันเวลาทำงาน  น้อยเป็นคนเรียนดีคนหนึ่ง พวกเรามักจะเก็งกันว่าน้อยน่าจะเป็นอันดับต้นๆที่ได้งานทำ จนเมื่อเรียนจบ น้อยก็หายไป..หายไปจากกลุ่มเพื่อนๆ  ทราบข่าวอีกครั้งว่าน้อยกลับไปขายก๋วยเตี๋ยวซึ่งเป็นธุรกิจของที่บ้าน (น้อยอยู่กับแม่เพียง2คน) ผมเคยได้ไปเยี่ยมน้อยที่นราธิวาสอยู่  2 ครั้ง ได้พบว่าวิศกรรมศาสตร์บัณฑิตอย่างน้อยกำลังยืนลวกก๋วยเตี๋ยวอยู่อย่างขมักขะเม่น  โดยที่คุณแม่นั่งอยู่หลังบ้านเนื่องจากคุณแม่น้อยเคยเป็นอัมพฤตมาก่อน  ผมคุยกับน้อย น้อยบอกว่า"เราก็อยากจะไปสมัครงานตามบริษัทนั่นแหละ แต่ทำไม่ได้เพราะต้องดูแลแม่ เหลือกันอยู่แค่นี้ " เมื่อกลับมาถึงบ้านผมก็ได้คิดว่าอืม..นะ ชืวิตเราต้องการอะไรมากไปกว่าการได้อยู่และดูแลคนที่เรารัก ต่อให้ทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายมีเงินเป็นแสนเป็นล้านใช้ก็ไม่สามารถมาชดเชยกับความบกพร่องในการดูแลผู้มีพระคุณได้หรอกนะ

 ที่อ่านมาทั้งหมดไม่เกี่ยวอะไรกันเลยกับ KMนะครับ แต่ก็ถือว่าเป็นการอุ่นเครื่องที่จะมาอ่านเรื่อง  Knowledge transfer and sharing ในวันนี้แล้วกัน  คือแบบว่าจะตั้งชื่อ "Knowledge transfer and sharing" ก็กลัวว่าจะไม่มีคนอ่านกัน (ถ้าสังเกตดูบทความของผมเนื้อหาสาระไม่ค่อยมากเท่าไหร่ แต่อาศัยชื่อบทความแปลกๆเข้าสู้ครับ )

โจทย์วันนี้คือ..ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการแก้ไข เรื่อง Knowledge transfer and sharing

 อย่างที่ทราบกันดีว่าการมีหัวใจที่คิดจะแบ่งปันข่าวสารข้อมูลนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการหมุนวงจรของ KM ให้ขับเคลื่อนไปได้ ทีนี้เรื่องที่ถกเถียงกันวันก่อนว่าสังคมไทยนั้นเรื่องนี้

ถือเป็นจุดอ่อนในการพัฒนาด้าน KM ซึ่งปัญหาในเรื่องนี้ที่เกิดขึ่นในองค์กรนั้นผมคิดว่าได้แก่ ปัจจัยหลายๆอย่างเช่น
1. ระบบ Knowledge transfer and sharing ที่มีอยู่แล้วนั้นดีเพียงใด
2. มีการใช้เครื่องมือสนับสนุนด้าน Knowledge transfer and sharing อย่างเหมาะสมแค่ไหน
3. วิสัยทัศน์และมุมมองของผู้บริหาร  ที่เห็นถึงความสำคัญของข้อมูล ข่าวสาร
4. ทัศนคติของคนในองค์กร  รวมไปถึงพฤติกรรมของแต่ละองค์กร
 แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้วนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง "คน"แน่นอน เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในองค์กรนั้นก็คือบุคลากร  ไม่ว่าระบบจะดีแค่ไหนแต่คนไม่

เอาไหนก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้  ฉะนั้นสิ่งที่จะมาควบคุมให้คนพร้อมและมีหัวใจที่จะมาแบ่งปันข้อมูลนั้นก็คือ Norm(บรรทัดฐาน)ขององค์กรนั้นๆ  ตัวอย่างเช่นองค์กรที่ผมเคยทำงานอยู่ ก็มี Normขององค์กร ในเรื่องของการแบ่งบันข้อมูลและโอนข้อมูลกันอย่างดี อีกทั้งทัศนคติของคนที่ทำงานที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการแบ่งบันข้อมูล เพราะงานในด้านของการผลิต  ข้อมูลของทุกๆฝ่ายจะต้องประสานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความผิดพลาด ดังนั้นไม่เคยมีปัญหากั๊กข้อมูลเกิดขึ้น เพราะทุกฝ่ายรู้ว่าการทำแบบนั้นนอกจากไม่เกิดผลดีแล้วนั้น หากเกิดปัญหาขึ้นมาตัวเองไม่สามารถรับผิดชอบไหวแน่  ดังนั้นวิธีการแก้ไขปัญหา   เรื่อง Knowledge transfer and sharing นั้นจะต้องอยู่ที่พฤติกรรมองค์กรของแต่ละองค์กร  ด้วยการสร้างบรรทัดฐานที่ได้จากกลุ่มหรือองค์กร เมื่อสมาชิกเข้ามาอยู่ในกลุ่มใหม่ ก็นำNormนั้นมาใช้ นั้น เข้าทำนองของคนไทยไปด้วยคือ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม น่าจะเป็นการสร้างพฤติกรรมในองค์กรที่ดีสำหรับการมีใจแบ่งบันข้อมูลความรู้ให้แก่กัน   "care'n share  give'n take  you'n me"