เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำได้ยากนะครับ! ไม่ต้องอะไรหรอกครับเพียงแค่ขับรถออกมาจากบ้านได้ไม่นาน ก็มักจะพบพานกับการขับรถแบบที่แย่ๆ ของคนหลายคนบนท้องถนน มีแต่ผู้ที่รีบเร่งต้องการจะไปเร็วๆ ไม่ยอมหยุดรอ ไม่ยอมให้ทาง ขับรถอย่างไม่มีมารยาท ขับรถอย่างประมาท ฯลฯ . . . แล้วอย่างนี้สมควรจะ“ให้อภัย” ได้อย่างไร?
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">ไบรอั้น เทรซี่ (Brian Tracy) เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “Change Your Thinking, Change Your Life” (หน้า 31) ว่าการที่เราไม่ให้อภัยใคร ก็เหมือนกับเราเอาเขามาจองจำไว้ในคุก (ไว้ในใจเรา) ทำเหมือนกับเขาเป็นนักโทษ (ต้องได้รับการลงโทษ) ไบรอั้นถามต่อไปว่า . . .ในคุกนอกจากจะมีนักโทษแล้วยังต้องมีใครอีก? คำตอบก็คือ “ผู้คุม” ในกรณีที่เราไม่ให้อภัยใคร ใจเราก็จะไม่มีทางว่าง ไม่สามารถปล่อยวางได้ เพราะเรามัวแต่คอยเป็นผู้คุมอยู่ร่ำไป </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">นักเขียนอีกท่าน (จำชื่อไม่ได้) พูดเปรียบเปรยไว้ค่อนข้างโดนใจเช่นกัน ท่านเปรียบว่าการที่เราโกรธใคร แค้นเคืองใคร อาฆาตพยาบาทใคร และไม่ยอมให้อภัยนั้น มันเป็นการกระทำคล้ายๆ กับที่เรากำลังกินยาพิษและหวังให้อีกคนหนึ่งตาย เพราะจริงๆ แล้วคู่กรณีของเราเขาไม่เป็นอะไรเลย เราเองต่างหากที่เป็นฝ่ายทุรนทุรายเป็นฝ่ายที่ขมขื่น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">แต่ก่อนผมเป็นประเภทที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) จนเกินไป (คนอื่นเขาพูดว่าอย่างนั้น) เวลามีอะไรผิดพลาด แม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ยอมปล่อยให้ผ่านไป หลายครั้งไม่ยอมให้อภัย ใครเรียกชื่อ เรียกนามสกุลผมผิด ก็จำติดใจตีตราว่าคนๆ นั้นเป็นคนไม่เอาไหน ไม่ละเอียด แค่ชื่อนามสกุลคนก็พูดผิดพูดถูก ไม่เป็นมืออาชีพ . . . </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">มาถึงวันนี้หลังจากที่ได้มีโอกาสทดลองฝึก “ให้อภัย” พบว่าชีวิตเบาสบายขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ต้องทนทรมานจากการ“ดื่มยาพิษ” ไม่ต้องเสียเวลาคอยเฝ้า “นักโทษ” เวลาใครทำอะไรให้ไม่พอใจ ก็รู้สึกว่ากำลังได้รับโอกาสให้ฝึกฝนการให้อภัย ประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าการให้อภัยคนที่ไกลตัวนั้นง่ายกว่าการให้อภัยคนที่ใกล้ชิด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อาจจะเป็นเพราะเรามี “ความคาดหวัง” กับคนที่ใกล้ตัวมากเกินไปก็ได้ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">วันก่อนภรรยาผมทำบางอย่างที่ทำให้ผมไม่พอใจ จำได้ว่าผมทำสีหน้าหรือพูดอะไรไม่ดีกลับไปเหมือนกัน แต่แล้วก็เริ่มรู้สึกตัว จึงถอยกลับมาตั้งหลักใหม่และคิดเตือนตัวเองว่าถึงเวลาต้องให้อภัยภรรยาแล้วล่ะ แต่สงสัยผมจะตั้งใจเกินไปจึงหลุดปากพูดออกไปว่า “ฉันให้อภัยเธอ” ภรรยาตอบกลับมาว่า “ชั้นไม่ได้ทำอะไรผิด เธอไม่ต้องมาให้อภัยชั้น”“ชั้นน่ะแหละที่ต้องเป็นฝ่ายให้อภัยเธอ” ภรรยากล่าวสำทับ ผมถึงกับยืนงง ตกลงไม่รู้ว่าใครต้องให้อภัยใครกันแน่ สรุปว่าการให้อภัยคนอื่นถึงจะไม่ง่าย แต่การให้อภัยภรรยานี่ยากกว่าหลายเท่า เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเธอจะมาไม้ไหน !! </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"></p> สรุปสุดท้ายว่าการให้อภัยเป็นเรื่องของใจครับ ไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องหาเหตุผลมารองรับการให้ (อภัย) ให้ก็คือให้ ไม่ต้องใช้ความคิดเหมือนที่ผมทำ ไม่ต้องมีคำว่า “พยายาม”ทำก็คือทำ เป็นการทำที่มาจากใจครับ
ตอบ Aj Kae ... ไม่ค่อยได้นั่งสมาธิ แต่พยายามจะรำมวย "เต้าเต๋อ" ทุกวัน ถือเป็นการฝึกสติไปพร้อมๆ กับที่เคลื่อนไหวกาย (ใจ) ครับ ...มีอะไรดีๆ แนะนำด้วยนะครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
พออาจารย์พูดว่าเรามักให้อภัยคนไกลตัวได้ง่ายกว่าคนใกล้ตัว ก็เลยนึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ที่ ดิฉันมักจะพูดกับคนใกล้ตัวเสมอว่า
สังเกตไหม เวลาเราพูดหรือแสดงท่าทางกับคนอื่น เรามักจะทำดีกว่าที่เราทำกับคนใกล้ตัว ทั้งที่เราบอกว่าเขาเป็นคนสำคัญสำหรับเรา เช่น พ่อ แม่ สามี ภรรยา ถ้าเรารู้จักระงับความโกรธ ความไม่พอใจกับคนอื่นได้ เราก็น่าจะทำให้เหมือนกับที่เราทำกับคนใกล้ตัว สิ่งดีๆ ในชีวิตเราคงมีโอกาสเกิดขึ้น
ไม่ทราบเหมือนกันว่าคนอื่นๆ จะเป็นแบบนี้ไหมคะ
`อาจาร์ย เขียนได้ชัดเจน เห้นภาพมากเลยครับ
ใช่ครับ
ในโลกนี้ มีการขอโทษ มีการอภัยกัน ด้วยวาจาบ่อยมาก เป็นวัฒนธรรมว่าต้องทำถึงจะดูดี มีมารยาท แต่จะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่ ในใจของผู้กล่าวคำทั้งสองคำนั้น คิดนึก และรู้สึกจริงๆ ตามคำกล่าว
อันนี้ผมไม่สรุปนะครับ แต่อยากให้ลองใช้ใจที่เป็นกลางตรวจสอบดูกันได้ ไม่ต้องไปที่ไหนไกล เริ่มจากดูตัวเองนี่แหละ .. แต่อย่าเกรงใจ เที่ยวหาเหตุผลมาอ้างจนความจริงถูกบิดเบือนไปก็แล้วกันครับ
สามีจะมีความประพฤติต่างกับดิฉันเช่นการขับรถ ดิฉันจะให้คนที่อยากแซง แซงไปถึงแม้จะไม่ถูกกฎจราจรเพราะรู้สึกว่าอยากไปก็ไป ถึงอย่างไรก็ไม่เร็วกว่ากันเท่าไหร่ทำให้ไม่มีความทุกข์ในการขับรถ
สามีจะบ่นเวลาคนที่ขับรถไม่ถูกกฎ
ดิฉันเคยรำคาญสามีว่าทำไมเธอไม่เมตตาเลยนะ เค้าอยากไปก็ช่างเขา เธอน่าจะมีเมตตาต่อผู้อื่น
หลังจากฝึกสติทำให้เลิกบ่นเพราะทำให้เรารู้ว่าเราอย่าไปกำหนดให้ใครคิดและเป็นเหมือนเราเลยค่ะ
อยากบ่นก็บ่น อยากไปก็ไป การตามดูจิตจะทำให้เกิดการให้อภัยเองเพราะเราจะเห็นสิ่งที่เป็นกิเลศของเราว่าทำไมมากจังค่ะ
ตัวเองยังคุมความประพฤติไม่ค่อยได้ แล้วจะไปบังคับคนอื่นได้อย่างไร
เขียนยาวเพราะชอบรำคาญคนที่อยู่ใกล้ๆตัวเหมือนกันค่ะ
เป็นแค่ประสบการณ์ในการดูจิตในระดับอนุบาลค่ะ ขอบคุณที่เอาเรื่องใกล้ตัวมาให้เรียนรู้ค่ะและติดตามความรู้ที่อาจารย์ถ่ายทอดให้เสมอค่ะ
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแชร์ประสบการณ์ครับ
ขอบคุณนะคะที่เขียนข้อความดีดีให้หนูได้อ่านเพราะหนูกำลัง..คิดว่าให้อภัยคนที่ตัวเองรักแต่ยังทำไม่ได้
แค่ความผิดครั้งเดียว..ยังเก็บมาใส่ใจตลอด..กินยาพิษอยู่ทุกวัน..ข้อความนี้คงเป็น.. antidose ได้บ้าง
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วยกับ Dr. อัจฉรา เชาวะวณิช ค่ะ
การให้อภัยคนอื่น เกี่ยวข้องมากๆกับคุณธรรม ความเมตตาค่ะ
การฝึกสติ การทำสมาธิ จะช่วยได้ เพราะทำให้เรามีจิตใจที่ละเอียดและอ่อนโยนขึ้นค่ะ
เรื่องที่ดิฉันเขียนบันทึกเรื่องโรคอัลไซเมอร์สามีพี่ปริมที่กำลังเป็นโรคนี้ คุณหมอหลายคนคิดว่า อาจเกิดจากความเครียดสะสมมานาน และเป็นทุกวัน เช่น ใครขับรถแซงก็ไม่ได้ ใครทำผิดกฏจราจรนิดๆหน่อยๆ ก็เป็นเรื่องไปหมด
การที่เรามีจิตใจดี อ่อนโยน ทำให้สุขภาพดีด้วยนะคะ
ขอบคุณ คุณพี่
sasinanda มากครับ ...ผมเข้าไปอ่านบันทึกเรื่อง โรคอัลไซเมอร์ ที่พี่เขียนไว้แล้ว เป็นการจัดการความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ที่ดีมากๆ เลยครับ
ขอบคุณครับ สำหรับ "คาถา" บทนี้
ผมชอบมากเลยครับ คำพูดที่ว่า
"บางครั้งการตั้งความหวังที่ดีที่สุด คือการไม่ตั้งความหวังอะไรเลย..."
ขอบคุณท่านอาจารย์มากครับ