พรรษาที่ ๒๓

เคยอ่านนิยายเรื่อง ลว. ลาดตระเวนครั้งสุดท้าย ของ วสิษฐ์ เดชกุญชร นานมากแล้ว... ประเด็นสำคัญของเรื่องก็คือ พระเอกไม่ยอมลาออกจากอาชีพตำรวจตามคำขอของพ่อคนรัก จึงไม่ได้แต่งงานกับคนรัก... โดยพระเอกคิดว่า เมื่อยศสูงขึ้นก็อาจแก้ปัญหาวงการตำรวจที่ตนเองไม่พึงปรารถนาได้ (ตอนนั้นพระเอกมียศเป็นนายร้อยตำรวจ)

แต่นิยายเรื่องนี้ก็จบลงเมื่อพระเอกลาออกจากอาชีพตำรวจ ทั้งๆ ที่กำลังจะได้เป็นนายพล เพราะไปอ่านจดหมายที่คนรักได้สัญญาไว้ว่า เธอจะไม่แต่งงานตราบใดที่พระเอกยังไม่แต่งงาน... ประมาณนี้

ในชีวิตของพระ-เณรในวัดก็คล้ายๆ กับตำรวจ... หลายๆ ท่านลาสิกขา (สึก) ออกไป เพราะไม่สามารถทำตามอุดมคติที่ตั้งใจไว้ หรือไม่สามารถแก้ปัญหาตามความมุ่งหวังได้... แต่ผู้เขียนสมัครใจที่จะอยู่เพื่อต่อสู้ต่อไป.....

............

วันนี้ในตอนเย็น ผู้เขียนก็ห่มจีวรลงโบสถ์เพื่ออธิษฐานเข้าพรรษา พลางก็นึกว่า อีกหนึ่งพรรษาแล้ว พลางก็นับมาตั้งแต่ปีบวช (๒๕๒๘) สรุปว่า ปีนี้เป็นพรรษาที่ ๒๓...

เมื่อแรกบวช ก็ท่องเที่ยวไปตามสำนักปฏิบัติต่างๆ เผื่อจะเจออาจารย์และสำนักถูกใจ... สำนักที่ถูกใจก็ผ่านมาหลายสำนัก แต่อาจารย์ที่ถูกใจยังไม่เจอ เจอแต่เพียงอาจารย์ที่น่าเคารพนับถืออย่างสูงหลายท่านเท่านั้น...

เที่ยวอยู่ ๒-๓ ปี ก็มาคิดว่า การท่องเที่ยวไป อยู่ไม่เป็นที่นั้น สร้างความห่วงใยให้แก่โยมพ่อโยมแม่ (ยุคนั้นยังมิใช่มีโทรศัพท์โทรทั่วไทยดังเช่นปัจจุบัน)... ประกอบกับความกระหายใคร่รู้ในคัมภีร์มีมากยิ่งๆ ขึ้น จึงเริ่มหยุดเที่ยว มาเรียนบาลีเป็นหลักแหล่ง... เรียนๆ ไปก็ต้องเข้าอยู่กรุงเทพฯ อันเป็นแหล่งสรรพวิชาสูงสุด...

ตอนอายุประมาณ ๓๓--๓๕ ช่วงนั้นพรรษาสิบกว่าๆ เคยคิดจะลาสิกขาลาเพศ แต่ก็มานึกเสียดายความรู้ที่เรียนมา ประกอบกับความเลื่อมใสในหลักคำสอนยังไม่คลอนแคลนจึงยังคงอยู่มาตราบเท่าปัจจุบัน...

เพิ่งมา ๔-๕ ปีนี้เอง จึงเริ่มตระหนักว่า ผู้เขียนกลายเป็นพระผู้ใหญไปแล้ว เมื่อมาเจอพระหนุ่มเณรน้อยรุ่นน้องๆ กลายเป็นครูบาอาจารย์ หรือบางรูปก็กลายเป็นเจ้าอาวาสในปัจจุบัน...

เมื่อมาสำรวจตนเอง อุดมคติเดิมยังมีเต็มเปี่ยม แต่ความเป็นอยู่ต่างไปจากเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนมาก เพราะสังคมเปลี่ยนไป วัดเปลี่ยนไป คนเปลี่ยนไป และโดยส่วนตัวอายุก็มากขึ้น....

ถ้าผู้เขียนยังมีชีวิตอยู่ ปีหน้าจะมาเขียนต่อที่บล็อกนี้ในหัวข้อ พรรษาที่ ๒๔ ....