พวกเรานักวิชาการจากหลายสาขาทำโครงการเกี่ยวกับสวัสดิการชุมชนด้วยกัน เคยนั่งคุยกันเรื่องความหมายของสวัสดิการ แต่ตัวเราเองไม่เคยคุยให้ทีมงานฟังว่า สวัสดิการในทางเศรษฐศาสตร์คืออะไร เพราะเรื่องมันยาว
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ที่จริงเศรษฐศาสตร์พยายามตอบคำถามโดยตรงต่อเรื่อง “ความเป็นอยู่ที่ดี (well-being)” และนี่คือ ความหมายของสวัสดิการในวิชาเศรษฐศาสตร์ซึ่งต้นตำรับมาจากโลกตะวันตก </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เศรษฐศาสตร์มองสวัสดิการในความหมายกว้าง … กว้างมากกว่าเรื่องทางวัตถุ เพราะความจริงมันเป็นเรื่องของ “ความพึงพอใจ” ต่อเรื่องต่างๆ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">สวัสดิการในทางเศรษฐศาสตร์มีสองระดับ คือ ระดับปัจเจก กับระดับประเทศ (หรือสังคม) ในทางเศรษฐศาสตร์ สวัสดิการ เป็นเป้าหมาย ไม่มีคำว่า “สวัสดิการชุมชน” แต่ถ้าจะหาวิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์ก็คงเป็นเรื่องของ “ผลรวม” ต่อคนในชุมชน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">แม้ทุกบทจะขึ้นตนด้วยข้อสมมติ เช่น คนเราจะมุ่งหวังอรรถประโยชน์ส่วนบุคคล (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของการบริโภควัตถุ ) หรือ ผู้ผลิตแสวงหากำไร (หรือ ลดต้นทุน หรือลดความเสี่ยง ฯ) แต่ตอนจบในทุกบทของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์คือข้อสรุปต่อ “สวัสดิการสังคม” ในความหมายที่ว่า ได้รวมประโยชน์สุทธิ (ซึ่งก็คือสวัสดิการ) ของทุกคนในสังคมที่เกี่ยวข้องแล้ว เช่น เรื่องบางเรื่องอาจเพิ่มสวัสดิการให้คนหนึ่ง แต่ไปกระทบและลดสวัสดิการของอีกคนหนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์ก็ต้องคำนึงถึงผลสุทธิของทั้งสองคนรวมกัน </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">สวัสดิการสามารถเกิดขึ้นหรือลดลงได้เนื่องจากหลายสาเหตุ ไม่จำเป็นเฉพาะเกิดจาก “การจัดสวัสดิการ” โดยบางคน บางกลุ่ม หรือโดยรัฐ เช่น อาจเกิดจาก ราคา เทคโนโลยี นโยบายและโครงการของรัฐ กิจกรรมของชุมชน ภัยพิบัติ พฤติกรรมประจำวันของบางคนบางกลุ่มที่ส่งผลต่อคนอื่นๆ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เช่น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ความเอื้ออาทรของเพื่อนทำให้เรารู้สึกดีขึ้น (ศัพท์เรียกว่า อรรถประโยชน์สูงขึ้น) ก็เป็นเรื่องของสวัสดิการ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">แก๊งวัยรุ่นซิ่งมอเตอร์ไซค์ ทำให้เราหนวกหู ไม่พอใจ (อรรถประโยชน์ลดลง) แสดงว่า “สวัสดิการ” ของเราแย่ลง ถ้ามีหลายคนในละแวกนั้นได้รับผลกระทบ นักเศรษฐศาสตร์ก็จะประเมินได้ว่า ผลของแก๊งวัยรุ่นกระทบต่อสวัสดิการของคนในละแวกนั้นอย่างไร และถ้าชุมชนรวมตัวกันแก้ปัญหา ก็จะทำให้สวัสดิการของทุกคนดีขึ้น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ถ้าเราได้รับเงินปันผล เงินทุนเพื่อการศึกษา เงินค่ารักษาพยาบาล สิ่งเหล่านี้เป็น “สวัสดิการ” ต่อเมื่อกระทบต่ออรรถประโยชน์ของ “ผู้รับบริการ” เงิน 100 บาทที่ให้เป็นทุนการศึกษาแก่คนสองคน อาจมีผลสร้างสวัสดิการแก่คนสองคนได้ไม่เท่ากัน สวัสดิการรวมไม่ใช่ 200 บาท แต่ต้องไปประเมินอรรถประโยชน์ที่เกิดกับคนสองคนที่ได้รับทุนนั้น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">การตัดถนนและนำไฟฟ้าเข้าสู่หมู่บ้าน อาจทำให้คนในหมู่บ้านหนึ่งดีขึ้น อีกหมู่บ้านหนึ่งแย่ลงก็ต้องคิดผลรวมสุทธิ ถ้าคนหนึ่งเป็นหนี้ แต่เขาคิดว่า การก่อหนี้ทำให้มีชีวิตด้านอื่นๆที่ดีกว่า สุทธิแล้วการก่อหนี้ก็ไม่ได้ลดสวัสดิการของคนคนนี้ แต่ถ้าอีกคน คิดว่า การก่อหนี้เป็นปัญหา ทำให้สูญเสียอิสระในการตัดสินใจ การก่อหนี้จะทำให้สวัสดิการลดลง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ที่จริง เศรษฐศาสตร์ยึดหลักพึ่งตนเองอยู่ด้วย เพราะบอกว่าถ้าปัจเจกทำได้ดีแล้ว (เช่น พ่อแม่ดูแลลูก ตลาดทำให้สังคมมีสินค้าดีราคาเป็นธรรม) รัฐก็ไม่ต้องมายุ่ง (เพราะทรัพยากรของรัฐก็มีจำกัด ควรไปทำในเรื่องที่ปัจเจกทำไม่ได้) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">และถ้าชุมชนทำได้ดีกว่ารัฐ (ต้นทุนของสังคมถูกกว่า เช่น เพราะมีข้อมูลดีกว่า เพราะพูดกันเองรู้เรื่องมากกว่า เพราะติดตามตรวจสอบกันได้ง่ายกว่า) ก็ควรให้ชุมชนทำ แต่รัฐอาจสนับสนุนทรัพยากร เช่นงบประมาณ ถ้าประโยชน์นั้นกระจายต่อสังคมในวงกว้าง (เช่น การศึกษา) </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เศรษฐศาสตร์ไม่ได้ตั้งคำถามเอากับ เป้าหมายของปัจเจก ของชุมชน หรือของรัฐ (เพราะรู้อยู่แล้วว่าต่างกัน) แต่พยายามเอาจุดแข็งของแต่ละสถาบันมาทำงานร่วมกัน บนหลักการว่า ใครทำได้ดีกว่า (บรรลุเป้าหมาย ด้วย “ต้นทุนของสังคม” ที่ต่ำกว่า) ก็ให้คนนั้นทำ แต่จะตั้งคำถามเอากับ “ผลประโยชน์ซ้อนทับ” โดยเฉพาะผลประโยชน์ส่วนบุคคลที่ซ้อนทับกับผลประโยชน์สังคม (กรณีรัฐ) หรือ ผลประโยชน์ส่วนบุคคลที่ซ้อนทับกับผลประโยชน์ของกลุ่ม (กรณีชุมชน) เพราะนั่นจะทำให้ การทำงานในฐานะรัฐ หรือ ฐานะชุมชน (ที่ควรรักษาประโยชน์ของคนในรัฐ หรือคนในชุมชน) ไม่มีประสิทธิภาพ ล้มเหลว</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ที่ผ่านมา รัฐไทยมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเลือกปฏิบัติ และในกรณีที่มีคนได้คนเสีย ก็ไม่มีการชดเชยที่เหมาะสม (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงิน) ที่แย่ใหญ่ คือ ฝ่ายเสียประโยชน์มักจะเป็นคนกลุ่มเดิมๆอยู่ร่ำไป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>
เป็นข้อมูลที่ดีมากเกี่ยวกับสวัสดิการชุมชน
สวัสดีครับ..... อาจารย์ปัทมาวดีครับ.....ขอบคุณที่นำเรื่องของสวัสดิการในภาพรวมของกระแสโลกมาเล่าให้ฟังครับ.......
แต่เนื้อหาของเศรษฐกิจโลก ก็ชัดเจนว่าสวัสดิการมุ่งมองที่อัตถประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้นในทุกหนทุกแห่ง ทุกตารางนิ้วของพื้นที่ย่อมเกิดสวัสดิการได้ตามบริบทของพื้นที่ โดยแยกกันระหว่าง รัฐ และชุมชน เป็นการจัดสรรให้สวัสดิการเกิดในทุกแห่ง โดยลงตัวครับ......
ประเทศไทย ยังต้องกล่าวถึง "สวัสดิการชุมชน" ต่อไปอีกเนื่องจาก รัฐเองซึ่งเป็นผู้ที่ต้องสอดส่องดูแลกับไม่ให้ความสำคัญของสวัสดิการของแต่ละพื้นที่ครับ...เสนอแนะได้ครับ
ขอบคุณคุณรุสดีและคุณสมพงศ์ที่ติดตามอ่านอย่างต่อเนื่องนะคะ
ดิฉันคิดว่า สวัสดิการชุมชน ในความหมายที่ว่า โดยชุมชน เพื่อชุมชน เป็นเรื่องสำคัญค่ะ เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมีช่องว่างตรงนี้
แต่ "เศรษฐศาสตร์สถาบัน" ก็ได้พยายามอธิบายถึงเหตุและผลที่สังคมควรเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการเองในหลายๆเรื่อง เพราะมีบทพิสูจน์มาพอสมควรว่า รัฐล้มเหลว ตลาดล้มเหลว โดยมองว่า ชุมชนเป็นอีกสถาบันหนึ่งที่มีความสำคัญ สามารถมีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่ารัฐและตลาด แต่ก็มีโอกาสล้มเหลวเช่นเดียวกับรัฐและตลาดได้เหมือนกัน โดยพยายามอธิบายว่า ภายใต้บริบทใด กิจกรรมใดที่ชุมชนจะมีประสิทธิภาพมากกว่า และภายใต้เงื่อนไขใดที่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ
แน่นอนว่า ไม่ได้สรุปอยู่ที่อุดมการณ์ ผู้นำ สมาชิก เครือข่าย เหมือนที่นักพัฒนาสรุปกัน แต่จะมองไปที่ธรรมชาติของกิจกรรมนั้นๆ (ว่ามีผลกระทบอย่างไร ต้องการความร่วมมือหรือไม่) ความเสี่ยง ค่านิยม ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความยากง่ายในการติดต่อสื่อสาร การเจรจาทำความเข้าใจ การตรวจสอบ ซึ่งสะท้อนความยากง่ายในการรวมกลุ่ม ความยากง่ายของการริเริ่มและรักษากติกา อะไรทำนองนี้
คำตอบจึงจะออกมาในแนวว่า บางเรื่องชุมชนทำได้ดี บางเรื่องอาจทำไม่ได้ดี และอาจต้องมีสถาบันอื่นมาทำหน้าที่นี้ หรือเข้ามาช่วยกัน
ตอนนี้พยายามดูอยู่ว่า จะเอาความรู้ที่พอมีอยู่บ้างมาช่วยสังเคราะห์งานสวัสดิการชุมชนไทยอย่างไร
ไว้ตกผลึกความคิดเป็นรูปธรรมในกรณีชุมชนของไทยเมื่อไหร่จะเขียนเล่าให้ฟังค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์เอก
แฮะ.. เรื่องออกทีวีอย่าบอกใครสิคะอาจารย์ ..
ออกทีวี พูดยังไม่ครบประเด็นก็หมดเวลา เพราะตอนแรกพูดไม่ออก มัวแต่วน
ดีใจที่อาจารย์แวะมาเยี่ยมมาหลังจากที่เงียบกันไปนานค่ะ
ตอนที่มีวาทกรรมเรื่องประชาสังคมระบาดเข้ามาในไทย จากบริบทสังคมที่เป็นเมืองของต่างประเทศ กลไกหรือแนวคิดนี้ได้เข้ามามีส่วนแบ่งในการทำกิจกรรมอะไรบางอย่างแทนรัฐ ปัจเจกและตลาด
มีงานวิจัยสรุปว่า สังคมที่มีกลไกนี้ทำงานอยู่มาก จะทำให้สังคมมีสุขภาวะ(ที่ดี) โดยเสนอแนะกระบวนการสร้างความเป็นประชาสังคมโดยกระบวนการมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตร่วมกันของคนในชุมชน/สังคมโดยตรงให้มากที่สุดด้วยการฝัน คิด พูดและลงมือทำร่วมกัน
ผมเข้าใจว่า สังคมไทยเป็นสังคมศักดินาแบบพึ่งพาเกื้อกูล(ในส่วนที่ดี)จากอิทธิพลของศาสนา ซึ่งเป็นพลังที่แนวคิดเรื่องสวัสดิการชุมชนพยายามใช้กลไกนี้ให้เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน
ในทางกฏหมาย มีปัจเจก รัฐ ตลาด และประชาสังคม(ในความหมายตะวันตกแบบไทยคือมูลนิธิ สมาคม)เป็นหน่วยดำเนินการเพื่อสร้างสวัสดิการ(ความอยู่ดีมีสุข)ซึ่งกำลังเพิ่มความหมายของชุมชนเข้าไปด้วยในพรบ.สวัสดิการสังคม2546
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ว่าทุกหน่วยจัดการมีข้อเด่นและข้ออ่อน ต้องนำมาใช้ร่วมกันตามเงื่อนไขที่ต่างกันเพื่อประโยชน์สุขของบุคคล ชุมชนและสังคมโดยรวม
ความยากอยู่ตรงที่ความเข้าใจในพลังและความสามารถในแต่ละบริบทของหน่วยจัดการซึ่งมีการลดทอนพลังของอีกหน่วยจัดการหนึ่งเพื่อหาอรรถประโยชน์โดยรวมของสมการ
ซึ่งเป็นปัญหาอมตะนิรันดร์กาล เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความพึงพอใจของมนุษย์ซึ่งเครื่องมือที่พยายามทำให้เป็นภาววิสัยตอบไม่ได้ทั้งหมด
ข้อเสนอสุดท้ายจึงหนีไม่พ้นกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้คนที่แตกต่างหลากหลายเพื่อร่วมกันกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ไม่ใช่คำตอบของนักเทคนิก
กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ
อย่างไรก็ตาม อีกเส้นทางหนึ่งเห็นว่า เป้าหมาย คือความเห็นชอบมีความสำคัญยิ่งกว่า เพราะการเรียนรู้ร่วมกันอาจตกอยู่ในบ่วงของความโลภ โกรธ หลงแบบเดียวกันก็ได้
ก็คงเป็นปัญหาอมตะนิรันดร์กาลแบบไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันต่อไป?
ขอบคุณอาจารย์ภีมที่แวะมาแสดงความเห็นนะคะ
เห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เพราะเป็นกระบวนการที่จะช่วยให้สังคมหาคำตอบร่วมกันได้ภายใต้เป้าหมายและข้อจำกัดที่แตกต่างกันของแต่ละคนแต่ละฝ่าย
(อาจารย์อัมมารสอนดิฉันว่า หน้าที่แรกของนักเศรษฐศาสตร์เกษตร คือ ต้องเข้าใจบริบท เป้าหมายและข้อจำกัดของเกษตรกร)
ในสังคมนี้คงจะมีทั้งคนคิดเห็นด้วยและคิดค้าน และถ้าสังคมไม่สิ้นคนดี ก็คงมีคนดีคอยคัดง้างไม่ให้ลงเหวได้ แม้จะยังวนๆอยู่ในความโลภ โกรธ หลง บ้าง ก็หวังว่าจะอยู่ในระดับที่พอรับได้ คือ ไม่ถึงกับเบียดเบียนกัน มีความเสียสละกันคนละเล็กละน้อยเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ ... ก็ยังไม่คาดหวังในเรื่องสังคมบริสุทธิ์หรอกนะคะ
ส่วนบทบาทของรัฐ ตลาด และชุมชน ว่าจะเขียนในบล็อกสักครั้ง อย่าลืมแวะมาอ่านและแสดงความเห็นนะคะ