รู้สึกประทับใจและคิดว่าจะกลับมาเปลี่ยนแปลงการทำงานของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

ได้ contact mail ผ่าน GotoKnow จากผู้เข้าประชุมมหกรรม KM เบาหวานหมาดๆ เลยเอามาให้อ่านกัน ผู้ส่ง e-mail ตั้งชื่อเรื่องมาเองเลยนะคะ

วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐


เรียนอาจารย์วัลลาที่เคารพ

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสไปร่วมงาน KM DM ที่กรุงเทพที่ผ่านมา รู้สึกประทับใจมากเพราะได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์จากเพื่อนๆ และพี่ๆ ต่าง ร.พ ในช่วงที่ให้สมาชิกเล่าถึงการทำงานในแต่ละพื้นที่ของแต่ละคนแล้วทำให้ดิฉันรู้สึกประทับใจและคิดว่าจะกลับมาเปลี่ยนแปลงการทำงานของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น


ดิฉันทำงานอยู่หน่วยงานของห้องฉุกเฉิน วันนั้นได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ทำให้เกิดความรู้สึกที่เข้าใจผู้ป่วยมากขึ้นจากที่ผ่านมาขอยอมรับว่าเราทำงานแผนกฉุกเฉิน จะเน้นแต่รักษาทางกายอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของคนไข้ ขอเล่าถึงคนไข้คนหนึ่งของ ร.พ นะคะ


ยายท่านหนึ่งแกเป็นเบาหวานมาหลายปีมารับยาและมาตามนัดตามปกติ หลังแกมารับยาและมาเจาะเลือดเบาหวานแล้วน้ำตาลแกจะสูงตลอดประมาณ 300-400 หมอจึงให้แกมาฉีดยาอินซูลินเช้า-เย็นทุกวัน ส่วนแกก็มาทุกวันมาเจาะฉีด


รายงานแพทย์ แพทย์ก็สั่งยาฉีดเปลี่ยนขนาดยาไปเรื่อยๆ เพราะค่าน้ำตาลแกไม่ลดเลย ส่วนพวกเราในฐานะเจ้าหน้าที่ก็ลืมเรื่องจิตใจพอถึงเวลาก็ฉีดก็เจาะ จนวันนึงแกก็เปรยว่าฉีดยายจนผิวหนังยายจะพรุนแล้วนะ จึงนึกได้แล้วคิดกลับกันถ้าเป็นเราแล้วโดนแบบแกคงรู้สึกไม่แตกต่าง

เลยหันหน้ามาคุยกันกับผู้ป่วยว่าที่ผ่านมายายรับประทานอาหารแบบใหน ถามถึงครอบครัวจึงได้ทราบว่าแกอยู่คนเดียว แต่มีลูกหลานอยู่บ้านไกล้ๆ ทางเราจึงเรียกหลานเข้ามาคุยด้วย พร้อมทั้งให้ความรู้ยายกับหลานไปเลยพร้อมกับสอนการออกกำลังกายให้แกลองกลับไปทำที่บ้าน

ซึ่งหลังจากนั้นแกมาฉีดยาเหมือนเดิมแต่ค่าน้ำตาลเริ่มลดลง สีหน้าดีขึ้น มีหลานเข้ามาพร้อมกับแกตลอด จนค่าน้ำตาลเริ่มดีขึ้นหมอจึงให้แกกลับมาทานยาเหมือนเดิม เรื่องนี้ทำให้ดิฉันคิดได้ว่าการที่เราเน้นรักษาคนไข้ทางกายอย่างเดียว โดยลืมนึกถึงจิตใจมันมีผลต่อคนไข้มาก หากเราเข้าใจเขาโดยรักษาทางใจด้วยให้ญาติมีส่วนร่วมให้คนไข้ได้แสดงความคิดเห็นบ้าง เราจะได้อะไรดีๆ จากคนไข้เยอะโดยเฉพาะใจ

ยายเม้า ณ กะพ้อ