คิด (และทำ) สวนทาง
1. เสนออาจารย์แหวว
ผมบูชาน้ำใจอาจารย์แหวว ( http://gotoknow.org/blog/archanwell ) ที่มุ่งมั่นช่วยเหลือคนยากไร้สิทธิพลเมือง คนที่ไม่ได้รับสัญชาติไทย ทั้งๆที่ควรจะได้
อาจารย์แหววละจากการเป็นนักกฎหมายธุรกิจ ที่ทำรายได้มหาศาล หันมาทำงานเป็นนักกฎหมายเพื่อคนยากไร้ ทำด้วยใจ จนบางครั้งบ่นท้อ
อีกคนหนึ่งที่ชื่นชมอาจารย์แหวว คือ ศ. นพ. ประเวศ วะสี เวลาพูดถึงนักกฎหมาย ท่านจะเอ่ยถึง ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร ด้วยความชื่นชม
ใน http://gotoknow.org/blog/archanwell/115581 เธอบอกให้ทีมงานเตรียมจัดการอบรม ลองอ่านดูนะครับ ว่าเธอเอาจริงเอาจังแค่ไหน
ผมอ่านแล้วก็บอกตัวเองว่างานยากอย่างการเรื่องสิทธิในกลุ่มชาติพันธุ์นี้ วิธีที่เธอกำลังดำเนินการก็เป็นวิธีที่น่าชื่นชม และได้ผลในระดับหนึ่ง แต่เราน่าจะ “คลำ” หาวิธีทำงานแนวใหม่ด้วย
นี่คือที่มาของบันทึกชุดนี้ …. การคิด (และทำ) สวนทาง สวนกระแสนิยม หรือกระแสหลัก
ดร. พันธุ์ทิพย์ และทีมงาน กำลังทำในสิ่งที่ไม่เคยมีคนทำ จึงน่าจะมีอิสระที่จะทดลองวิธีการแปลกๆ และหลากหลายวิธี และคนที่น่าจะคิดวิธีแปลกๆ ออกได้มากที่สุด คือ ดร. พันธุ์ทิพย์และทีมงานเองนั่นแหละ ผมเพียงมาสะกิดให้ลอง “คิดใหม่ ทำใหม่” เพิ่มจากวิธีเดิม
วิธีการหนึ่งคือ เรียนรู้จากความสำเร็จ เชิญคนในชนเผ่าที่เคยต่อสู้ หรือพากเพียร ขอสัญชาติไทยสำเร็จ มาเป็นผู้เล่าว่าตนเองประสบความสำเร็จได้อย่างไร คนแบบไหนที่ทีมช่วยเหลือ หรือทีมราชการ ควรเข้าไปเอาใจใส่พิจารณา คนแบบไหนที่ดูปร๊าดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนสัญชาติไทย
เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู็โดยคนในชนเผ่าเอง เป็นการคิดใหม่ ว่าคนในชนเผ่าบางคนมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิในสัญชาติเป็นอย่างดี เราน่าจะได้เรียนรู้จากเขา และวิธีเรียนรู้ คือจัดเวทีให้เขาเล่าเรื่องราวของความสำเร็จของเขาหรือของเพื่อน
เราคงต้องยอมรับนะครับ ว่าคนชนเผ่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าข่ายเป็นคนสัญชาติไทยตามกฎหมาย คนที่ไม่เข้าข่ายแน่ๆ จะเป็น “ภาระที่ไม่ควรหนัก” แก่เจ้าหน้าที่และนักวิจัย ดังนั้น ถ้าเรามีวิธีคัดกรองออกไปเสียแต่เนิ่นๆ จะได้มีเวลาและสมาธิในการเอาใจใส่ช่วยเหลือคนที่มีสิทธิจริงๆ
วิธีการเล่าความสำเร็จโดยคนในชนเผ่าเอง น่าจะช่วยสะท้อนสภาพความซับซ้อน และรายละเอียดปลีกย่อยออกมา สะท้อนชีวิตจริง สภาพจริง เกิดความโปร่งใส เกิดสภาพที่มีการกำกับ (governance) โดยสาธารณะ ในลักษณะของ “การกำกับสาธารณะ”(public governance) ไม่ใช่ปล่อยให้ข้าราชการดำเนินการได้ตามอำเภอใจ
การบังคับใช้กฎหมาย ที่ทุกอย่างอยู่ใต้อำนาจของผู้รักษากฎหมาย โดยไม่มีระบบตรวจสอบ หรือกำกับ เป็นอันตรายยิ่ง จึงน่าจะมีการพัฒนาระบบตรวจสอบ หรือกำกับ ที่เป็นการกำกับสาธารณะ ต่อกระบวนการใช้กฎหมายนั้น พัฒนาโดยใช้ "กระบวนการเชิงบวก" คือเวทีเรื่องเล่าความสำเร็จ
เวทีเล่าความสำเร็จ น่าจะเป็นกลไกอย่างหนึ่งของการกำกับสาธารณะในกรณีนี้
ไม่ทราบว่าผมจินตนาการเข้าป่าไปลึกแค่ไหน
หลักการคือ คิดต่าง ทำต่าง เสริมจากที่ทำดีอยู่แล้ว
วิจารณ์ พานิช
30 ก.ค. 50
ขอบพระคุณค่ะ อ่านแล้ว ก็มีเรื่องหารือท่านอาจารย์ต่อทีเดียว
เหมือนว่า ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับท่านอาจารย์ และต่อมา ก็คือ อาจารย์ประเวศ ก็มีแนวคิดเรื่องให้เจ้าของปัญหาเล่าความสำเร็จค่ะ หนูจึงไปเอา "เจ้าของปัญหา" เป็นตัวตั้งในการกำหนดแผนงาน ให้มีการเล่าเรื่องระหว่างเจ้าของปัญหา
สรุปว่า พยายามสวนทางแล้วเหมือนกันค่ะ
แต่ก็มีอุปสรรคมากมาย กำลังนั่งลงเขียนเพื่อถอดประสบการณ์ในส่วนของเวทีเรียนรู้ความสำเร็จของคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติ งานนี้คุณหมอชูชัยลงมาช่วยมากเหมือนกัน และก่อนที่จะเกิดเรื่องร้ายๆ ในสังคมไทย อาจารย์หมอประเวศก็แนะนำให้ศึกษาเรื่อง victimology อีกด้วย หนูก็กลับมาคิดถึง work process งานนี้ อาจารย์หมอประเวศเสนอให้ทำร่วมกับอาจารย์กิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และท่านจิราพร บุนนาค รองเลขาธิการ สมช.
การสวนทาง ก็คือ การเอา estimate output มาเป็น work process หรือเปล่าคะ นับ ๑๐ กลับมาหา ๑ ซึ่งความยากตอนนี้ ก็คือ เลข ๑๐ ไม่ค่อยยอมเดินมาที่ ๙ และ ๘ และแทบไม่อยากเสียเวลากับ ๑ ค่ะ และที่น่าแปลกก็คือ เลข ๑ ก็ไม่ค่อยสนใจฟังเลข ๑๐ เวทีจึงเกิดไม่ค่อยได้
แต่ก็มีเลข ๑๐ อยู่บ้างค่ะ
ตัวอย่างของเวทีเล่าความสำเร็จบนอินเทอร์เน็ตมีหลายอัน ต้องไปหามาให้อาจารย์ดูค่ะ
ผมมีนวัตกรรมทางสังคม จะร่วมแลกเปลี่ยนครับ ดูที่ http://gotoknow.org/file/sawatphoomphuan/lifehabbit.pdf
สวัสดิ์
30 ก.ค. 50