อะไรเรื่อยเจื้อย... : )

 

          สมุดบันทึกสีลูกกวาดเล่มเล็กของดิฉันนอนยิ้มอยู่ในตู้  เมื่อวันที่ดิฉันรื้อหาคุ้ยเอกสารสำคัญ  ดิฉันอดใจไม่ไหวก็เลยหยิบมาเปิดอ่าน  อ่านแล้วก็เพลินไป  เพราะได้เห็นว่าอะไรๆที่เคยนึกขึ้นได้ในแต่ละวัน ไม่สูญหายไปเพราะดิฉันจดบันทึก   แต่อะไรอีกหลายอย่างก็สูญหาย  เพราะจำไม่ได้ว่าไปเขียนแปะไว้ที่ไหน

 

                              จดลื้ม จดลืม อยู่นั่นแล้ว

                              จดแล้ว ลืมอ่านแล้ว รู้หรือไม่

                              เขียนตัวใหญ่  เบอะบาน  สำราญใจ

                              เดินผ่าน หาอ่านไม่  ไอ้ขี้ลืม

          นึกขึ้นมาได้ว่าเพื่อนสนิทที่รู้นิสัยดิฉันดี  เคยแซวว่าถ้าไม่มีกระดาษกับปากกา  ดิฉันก็คงไม่รู้จะเอามือไปวางไว้ที่ไหนเวลาอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า   ดิฉันเถียงว่าถึงไม่มีกระดาษกับปากกา  ดิฉันก็จะบันทึกไว้ด้วยใจ   เพื่อนบอกว่าหาเชื่อไม่  เพราะดิฉันขี้ลืมเป็นสรณะ 
          อ่านกลอนเปล่าที่เขียนสมัยสาวๆบทนี้เข้าเลยชักสงสัยว่าจะจริง

          เด็กรุ่นดิฉันจำนวนมาก ได้รับอิทธิพลจากกลอนเปล่าจากนิตยสารไปยาลใหญ่  ซึ่งเป็นอารมณ์ขันแบบเด็กอุดมศึกษา  อันมีเด็ก’ถาปัตย์จุฬาฯ เป็นตัวแบบในสมัยนั้น  รายการ เพชฆาตความเครียด ทางช่องเก้า เป็นรายการที่เด็กหอไม่ยอมพลาด รุ่งเช้าก็จะไป “อำ” กันต่อด้วยมุกเดียวกันนั้นที่มหาวิทยาลัย 

          เวลาที่อาจารย์ให้แต่งกลอน  ดิฉันออกจะอึดอัดอยู่บ้างเพราะแต่งไม่เก่ง   เพื่อนเขาเขียนกันไปเป็นหลายหน้า  ดิฉันยังย่องแย่งเขียนอยู่ได้ไม่ถึงสองบท  นี่เป็นผลจากการอ่านโดยแท้   เพราะดิฉันชอบอ่านวรรณกรรมแปลมากกว่าวรรณคดี   และเลือกอ่านเรื่องง่ายๆมากกว่าเรื่องยากๆ

          ครั้งหนึ่งอาจารย์ให้แต่งกลอนว่าด้วยความเป็นตัวของตัวเองมาหนึ่งบท  ดิฉันเขียนเสร็จแทบจะในทันทีที่อาจารย์สั่ง  แต่ไม่กล้าให้อาจารย์เห็น ….  เพราะไม่แน่ใจว่าอาจารย์จะรับหนอนไหมที่มีหัวใจอิสระตัวนี้ได้หรือไม่

                               อย่ายุ่งกับฉันนักได้ไหม

                               ฉันอยากไปไหนๆของฉันบ้าง

                               แล้วก็ไม่อยากตอบคำถามของใคร

                               ปล่อยฉันไปเหอะ....  เดี๋ยวฉันมา

                                                                              กระดืบศักดิ์

                                                                             (หนอนไหมรัง 7 )

          และอีกครั้ง  ที่ต้องเขียนเกี่ยวกับเรื่องลึกลับ   ดิฉันลากปรื๊ดๆๆเสร็จ  โดยมีเพื่อนตะลึงมองตาค้าง    เพราะอาจารย์สั่งปุ๊บ ดิฉันก็เขียนเสร็จปั๊บ   คล้ายๆกับมันอยู่ในหัวแล้ว  รอแต่ปริ๊นต์เอ๊ยเขียนออกมาเท่านั้น   เพื่อนดึงไปส่งเวียนกันอ่านแล้วก็หัวเราะกันคิกคัก  

                              ทุกสิ่งที่ฉันซ่อนไว้ภายใน

                              เธอก็รู้... ช่างเธอปะไร

                              ฉันก็จะยังซ่อนต่อไป

                              ให้มันลับๆล่อๆตื่นเต้นอย่าบอกใคร

                                                                        คุณนายมีหนวด

          เพื่อนบอกว่าฮาดี  ขอเหอะ  แล้วก็ดึงไปหน้าตาเฉยโดยไม่สนใจตาเขียวๆ และปากขมุบขมิบให้พรของดิฉัน  ถ้าอาจารย์เห็น...ดิฉันคงไม่รอดชีวิต

          เมื่อถึงวันใกล้เรียนจบ  เพื่อนๆเขียนอะไรต่อมิอะไรเป็นที่ระลึก  ดิฉันกะว่าจะเขียนเล่นๆแล้วค่อยไปลอกใหม่  เดินกลับมาอีกทีหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้  ยังวาดการ์ตูนค้างไว้ตั้งครึ่ง  โชคดีที่ยังพอจำได้ 

                              เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้าย

                             ในมหาวิทยาลัยของฉัน

                             โอ้ชุดนิสิต...  ที่ฉันรักสุดชีวิต

                             ฉันจึงแต่งทุกวัน....  ไม่เว้นวันเสาร์-อาทิตย์

                              และวันหยุดราชการ

                              ตั้งแต่เวลา 08.00 16.30 น.

                              นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป


          ตกเย็นดิฉันเดินออกไปปากซอย  กะจะไปดูหนัง  ตอนเดินดุ่ยๆผ่านชมรม  เห็นโปสเตอร์อันเบ้อเริ่มเขียนกลอนเปล่านี้แปะไว้  แต่จับมือเพื่อนดมไม่ได้   ก็เลยเลยตามเลย  

          หอพักดิฉันอยู่ใกล้กับโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย  ตอนเย็นๆก็จะมีเด็กสาธิตมานั่งเรียนพิเศษกับพี่นิสิตที่หน้าหอ    ดิฉันนั่งแทะข้าวโพดปิ้งอยู่ใกล้ๆ  ได้ยินเด็กเขาคุยกัน  ดิฉันก็ก้มหน้าซ่อนยิ้ม  แล้วก็เขียนตาม  กระดาษต้นฉบับยังมีรอยข้าวโพดปิ้งเห็นๆ    ความรักของเด็กๆคอซองนี่ก็มีอะไรขำๆดี

 

                               เลิกทำเป็นพี่สาวฉันเสียทีได้ไหม

                               เธอไม่ใช่พี่ฉัน....

                               ถ้าเธอไม่ยอมเป็นแฟนกัน

                               ก็อย่ามาทำเป็นพี่ฉันอีกต่อไป

                                                                                 ด.ช.โอ้

                                                                                 ชั้น ป.3 / 7

  

           อีกวันหนึ่ง  เพื่อนมาปรับทุกข์ ในเรื่องที่ดิฉันไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้  รู้แต่ว่าขณะที่ฟังก็ออกจะกลุ้มใจ  เพราะดิฉันไม่ใคร่เข้าใจเรื่องที่ซับซ้อนเช่นนี้   เพื่อนบอกว่าให้ช่วยเขียนอะไรหวานๆปลอบใจเธอหน่อย    ดิฉันจึงเขียนสรุปแบบบ๊องส์ๆยังไงพิกล  เพื่อนเห็นเข้าก็กอดดิฉันสองทีบอกว่าถูกใจซะไม่มี    เพื่อนกลับไปแล้วดิฉันก็ยังนั่งงงๆอยู่พักหนึ่ง    แต่คิดว่าที่เขียนไปคงตรงกับใจเพื่อน....  เธอถึงได้ดีใจไชโยขนาดนั้น

                               เสียด๊าย...  เสียดาย <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">                               ถ้าเธอเป็นผู้ชาย</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">                               เราคงได้แต่งงานกัน</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">                                                                 I’m a woman

</p><p>          เรื่องนี้คงเขียนไปได้เรื่อยๆ  เพราะดิฉันเขียนกลอนเปล่า   แบบไม่มีอะไรเลย…. ว่างเปล่าจริงๆ  แบบนี้ไว้อีกเป็นร้อย  และไม่สามารถนำส่งอาจารย์ได้แม้แต่บทเดียว  บางบทแสนจะไร้สาระ  และอีกบางบทสุดที่จะนำมาเผยแพร่ในที่สาธารณะได้    เพราะมันเกินวัยคนเขียนไปหลายกิโลเมตร


          ดิฉันบอกนักศึกษาที่ดิฉันสอนในวิชาการเขียนเสมอว่า นอกรายวิชา ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล    หากอยากจะเขียนอย่างมีความสุขแล้วละก็  ไม่ต้องไปแข่งกับใคร  แต่จง  “หาตัวเองให้เจอ......  แล้วก็จงมีความสุขในแบบที่ตัวเองเป็น”   </p><p>          เพราะดิฉันได้เรียนรู้ว่า เราจะเขียนได้อย่างมีความสุขที่สุด   ก็ต่อเมื่อเราได้เขียนอย่างเป็นตัวของตัวเอง 
   
          แต่เราจะเขียนได้ดีที่สุด ก็ต่อเมื่อเราลงมือเขียน  และเขียนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง  จนกว่าจะรู้สึกว่าเราเขียนดีแล้ว  และนั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่  ตราบใดที่เรายังมีความสุขที่จะเขียน และไม่ได้เขียนเอาเหรียญหรือเขียนเอาคะแนน    ก็จงเขียนไปเถิด</p><p>          ให้โอกาสตัวเองได้เขียนเรื่อยเจื้อยไปตามใจตัวเสียบ้าง..... 
                       
                                ความสุขมันอยู่ตรงนั้นแหละ   : )
</p><p></p><p></p><p></p><p></p><p>                  ......................................................................................</p><p></p><p>หมายเหตุ</p><p>                  นักศึกษาที่เรียนการเขียนกับดิฉัน ถามว่าอาจารย์เคยเขียนไม่ออก  ไม่รู้จะเขียนอะไรบ้างไหม   ดิฉันบอกเด็กๆว่าบ่อยไป  และเมื่อเขียน  ก็ไม่ได้แปลว่าข้อเขียนนั้นจะดีเป็นเลิศทุกครั้ง
                  แต่หากเราฝึกเขียนไปเรื่อยๆ  คิดอะไรได้ก็เขียนไปก่อน  แล้วค่อยมาเรียบเรียง   เราก็จะได้ข้อเขียนแบบเรื่อยๆสะสมไว้  พอถึงวันที่คิดออก  จะได้นำข้อมูลที่มี  มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว  ซึ่งก็คงไม่ได้เป็นข้อเขียนดีเลิศ  
                  แต่อย่างน้อย  ก็จะได้ฝึกทักษะการเรียบเรียง  ซึ่งหมายถึงการรู้ว่าจะอะไรมาต่อกับอะไร   จะเอาอะไรไว้ก่อน  จะเอาอะไรไว้ทีหลังเป็นต้น
                 ทักษะนี้.... ควรฝึกไปเรื่อยๆ  และฝึกทุกวัน  
                 นักศึกษาถามต่อว่าอาจารย์เคยเขียนอะไรแบบเขียนไปเรื่อยๆไหม   ดิฉันไม่รู้จะตอบเด็กๆอย่างไร   ก็เลยเขียน "อะไรเรื่อยเจื้อย"  ให้เขาอ่านเล่นๆ   จะได้เห็นว่าครูก็เขียนได้เท่านี้แหละ   เขียนไปตามธรรมดา   แต่ขออย่าท้อเสียก่อน   ขอให้หมั่นเพียรเขียนไป

                 .....ดูๆแล้วดิฉันก็ออกเขียนจะเรื่อยเจื้อยไปจริงๆ     เด็กๆอ่านบทความนี้แล้วจะว่าอย่างไรบ้างก็ไม่รู้   ......  : )
</p><p>และ ปล.
                
อยากบอกเด็กๆว่า วรรณกรรมเรื่อยเจื้อย  เหล่านี้ ก็สะท้อนภาพอะไรบางอย่างได้ ถ้าเราได้ศึกษาในปริมาณที่มากพอ  
                 และ บันทึกประจำวัน ของเราเป็นวรรณกรรมที่น่าศึกษาที่สุด ... หากเราอยากรู้จักตัวเอง  ก็ลองเขียนบันทึกประจำวันดูสักทีดีไหม   
</p><p>                 รับรองว่าครบสามเดือนเห็นผลจริงๆ    : )</p><p></p>