สาเหตุที่ทำให้ผมปวดหัวเมื่อได้รับคำขอจากทีมงาน KM ให้สอนเรื่องการจัดการความรู้นั้น มีอยู่ 3 สาเหตุคือ

     1. ไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้จริงๆหรือไม่ว่า การจัดการความรู้คืออะไร

     2. สงสัยว่า ทำไมทีมงานจึงไม่คิดที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อค้นหาคำตอบว่าการจัดการความรู้คืออะไร

     3. หนักใจว่า ทีม KM ที่เริ่มจากศูนย์แบบนี้ จะไปรอดหรือไม่ในการเป็นทีมประสานการจัดการความรู้ขององค์กร

 

ผมเริ่มได้ยินคำว่าการจัดการความรู้ หรือ Knowledge management - KM มาในราว 4-5 ปี โดยอ่านจากหนังสือการจัดการความรู้ ปกสีขาว พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ AR โดยในตอนนั้น เป็นการอ่านด้วยความอยากรู้เฉยๆว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 ได้มีส่วนร่วมจัดกิจกรรมการจัดการความรู้ในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานให้รหัสโรค ICD-10 โดยมีท่านอาจารย์วิจารณ์ พานิช และทีมงานจาก สคส.เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างตารางแห่งอิสรภาพและธารปัญญา และในปลายปี พ.ศ.2547 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดประชุมวิชาการเรื่องการจัดการความรู้กับเวชสารสนเทศ ได้เป็นบรรณาธิการหนังสือรวมบทความในการประชุมและเข้าฟังการอภิปรายตลอด 3 วันของการประชุม แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่แน่ใจว่า ตัวเองรู้จริงแล้วหรือไม่ว่าการจัดการความรู้คืออะไร เพราะตำราส่วนใหญ่บอกว่า คือ "การเปลี่ยน Tacit knowledge ให้กลายเป็น Explicit knowledge และสร้าง Knowledge asset ให้เกิดเป็นประโยชน์เสริมการบรรลุเป้าหมายและภารกิจขององค์กร" แต่ตัวผมเองแบบเถียงอยู่ในใจต่อ concept ดังกล่าวนี้อยู่หลายประเด็น ได้แก่

-ในตำราบอกว่า ความรู้มี 2 ประเภทคือ Tacit knowledge(ความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคลแต่มิได้บอกให้คนอื่นรู้) กับ Explicit knowledge(ความรู้ที่ถ่ายทอดออกมาจากตัวบุคคลมาเป็นความรู้ของทีมงานหรือองค์กร) แต่ผมคิดว่า น่าจะมีอีก 1 ประเภทคือ Deficit knowledge หมายถึง ความรู้ที่มีอยู่ครึ่งๆกลางๆ ผิดๆถูกๆ หรือความรู้เดิมที่เรียนรู้มานานแล้ว ปัจจุบันล้าสมัย ผิดไปครึ่งหนึ่งหรือมากกว่า

-ในตำราบอกว่า การจัดการความรู้คือการเปลี่ยน Tacit knowledge ให้กลายเป็น Explicit knowledge แต่ผมคิดว่า น่าจะต้องรวมการเปลี่ยน Deficit knowledge ให้กลายเป็น Tacit หรือ Explicit knowledge ด้วย

-ในตำราบอกว่า กิจกรรมหลักที่สำคัญของการจัดการความรู้ คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำโดยจับคนที่ทำงานคล้ายๆกันมาแลกเปลี่ยน Best practice มองหาคู่ที่เหมาะสมในการถ่ายโอนความรู้ และสร้าง Knowledgde asset แต่ผมคิดว่า กิจกรรมที่น่าจะสำคัญพอๆกัน คือการพัฒนาคนให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง(Seft directed learning) และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดทีมงานที่สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่เข้ามาใหม่ๆ โดยใช้การเรียนรู้ด้วยตนเองของทีมงานเพื่อหาหนทางแก้ปัญหานั้นได้อย่างรวดเร็ว

-ในตำราเน้นการเรียนรู้จาก Best practice หรือความสำเร็จของคนอื่น แต่ผมคิดว่า บางครั้ง Worst practice หรือความล้มเหลวของตัวเราหรือคนอื่น ก็สามารถนำมาเรียนรู้ได้ดีพอๆกันกับการเรียนรู้จาก Best practice

ความขัดแย้งในใจดังกล่าว จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมยังคงไม่แน่ใจอยู่ว่า ตัวเองเข้าใจเรื่องการจัดการความรู้ถูกต้องหรือไม่ เมื่อกลางปี พ.ศ.2548 เคยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง โทรศัพท์มาหา ทาบทามผมขอให้ไปช่วยเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการจัดการความรู้ให้กลุ่มอาจารย์ฟังหน่อย ผมรีบตอบปฏิเสธโดยทันที เพราะประเมินตนเองว่ามีความรู้เรื่อง KM ในระดับงูๆปลาๆเท่านั้น พอมาครั้งนี้ ทีม KM ขอให้เล่าให้ฟังจึงหนักใจมาก

ความสงสัยในใจผมอีกเรื่องหนึ่ง คือสงสัยว่า ทำไมทีม KM จึงไม่คิดที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อจะหาคำตอบว่าการจัดการความรู้คืออะไร เพราะถ้าดูตามศักยภาพของทีม จะเห็นว่าทีมงาน KM ของเรานั้น ประกอบไปด้วย อาจารย์หนุ่มสาว วุฒิปริญญาโท 3 คน เจ้าหน้าที่ของคณะวุฒิปริญญาตรี อีก 4 คน น่าจะมีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองมากพอที่จะแก้ปัญหานี้ได้ แต่เมื่อผมนึกค้นหาคำตอบอยู่ในใจสักพักนึ่ง ก็พอจะนึกออกถึงสาเหตุของปัญหานี้คร่าวๆคือ

ทีมงาน KM ของเราทุกคนเป็นผลผลิตจากระบบการศึกษาของไทย พวกเราเรียนมาในระบบการศึกษาที่มีรูปแบบการบรรยายเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ชั้นประถม พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาก็มุ่งแต่จะสอบ entrance ให้ได้ จึงต้องเรียนพิเศษหรือกวดวิชาเพิ่มเติม(ก็โดยรูปแบบการบรรยาย 100% อีกนั่นแหละ) พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็ยังคงเรียนรู้โดยการฟังบรรยายเป็นส่วนใหญ่ พวกที่เรียนต่อปริญญาโทอาจต้องศึกษาด้วยตนเองมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้พวกเขาคิกว่าการศึกษาด้วยตนเองเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เพราะการฟังบรรยายนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับผู้เรียน นั่งเฉยๆฟังครูสอบ เชื่อครู 100% พยายามจำให้ได้ เพื่อสอบให้ผ่าน สอบเสร็จก็รีบลืมเพื่อ clear พื้นที่สมองให้ว่างรอรับฟังการบรรยายวิชาต่างๆในเทอมต่อไป ฟัง-เชื่อ-จำ-สอบ-ลืม แบบนี้อยู่เรื่อยไปจนสอบได้ปริญญาตรี-โท ทุกคนประสพความสำเร็จด้านการเรียนได้ด้วยการฟังบรรยาย จึงเสพติดการฟังบรรยาย เมื่อต้องการทำความเข้าใจกับเรื่องใหม่ๆ ก็อยากให้ใครมาบรรยายให้ฟัง

เมื่อผมคิดได้เช่นนั้น จึงเข้าใจความรู้สึกและความคาดหวังของทีม KM ตอนแรกจึงคิดว่าน่าจะเชิญท่านอาจารย์วิจารณ์ พานิช มาบรรยายให้ทีม KM ฟัง แต่นึกขึ้นได้ทันที่ว่า ท่านอาจารย์มีภารกิจมาก ถ้านัดอาจารย์ ท่านก็คงให้ความกรุณา แต่อาจได้คิวบรรยายในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งคงทำให้เราเริ่มงานช้าเกินไปโดยไม่จำเป็น ประกอบกับเคยได้รับทราบจากท่านอาจารย์วิจารณ์ว่า ธรรมชาติของการฟังบรรยายเรื่อง KM นั้น ผู้ฟังส่วนใหญ่จะไม่รู้เรื่องในการฟังบรรยายครั้งแรก จึงคิดได้ว่า ทำไมจะต้องรบกวนอาจารย์มาบรรยายให้ทีม KM งงในครั้งแรก หน้าที่ของการบรรยายให้งงในครั้งแรกน่าจะตกเป็นหน้าที่ของผมเอง เมื่อคิดได้ดังนั้นก็สบายใจ รับปากทีมงานว่าจะบรรยายให้ฟัง อย่างไรก็ตาม ผมขอเวลาทีมงานเพื่อไปศึกษาเพิ่มเติม เตรียม slide ประกอบการบรรยายตามประสาครูที่ดี โดยขอเวลา 1 สัปดาห์

ข้อหนักใจประการที่สาม คือรู้สึกว่าทีม KM ที่ตั้งต้นจากศูนย์แบบนี้ จะไปรอดหรือไม่ในการเป็นทีมประสานการจัดการความรู้ขององค์กร? ที่เรียกว่าเริ่มจากศูนย์นั้น เพราะนอกจากจะเป็นทีมที่ไม่มีความรู้เรื่องการจัดการความรู้มาก่อนเลย บุคลากรส่วนใหญ่ของทีม คือ 5 ใน 7 คน เพิ่งรู้จักกับผมเป็นครั้งแรก ยังไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน หลายคนในทีมงานไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำงานนี้ได้ หลายคนกังวลว่าจะเป็นตัวถ่วงของทีม หลายคนเรียกร้องขอให้ผมพาไปดูงานการจัดการความรู้ในคณะแพทย์แห่งอื่นๆเพิ่มเติมก่อนทำงาน

เรื่องการดูงานในสถานที่อื่น ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จประการหนึ่งของหน่วยราชการไทยก่อนเริ่มต้นงานใหม่ๆ ตัวผมเองเคยไปดูงานด้านต่างๆในองค์กรอื่นๆหลายที่ รวมทั้งเคยต้อนรับคณะบุคลากรอื่นๆที่มาดูงานในคณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์หลายหน่วยงาน ผมจึงไม่แปลกใจที่ทีม KM ขอให้พาไปดูงานเรื่องการจัดการความรู้ในคณะแพทยศาสตร์แห่งอื่น ซึ่งในปัจจุบัน ผมทราบว่า มีคณะแพทยศาสตร์ 2 แห่ง(อาจมีมากกว่านั้น แต่ผมไม่ทราบ) ที่ได้ทำ KM ไปแล้ว คือ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และคณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์

อย่างไรก็ตาม ผมยังสงสัยอยู่ในใจว่า การไปดูงาน KM ของคณะแพทยศาสตร์ทั้ง 2 แห่งนั้น จะเกิดประโยชน์ต่อทีม KM ของเราจริงหรือไม่ เพราะการทำ KM ในคณะแพทย์ทั้ง 2 แห่งนั้น ทำในกลุ่มงานพยาบาลและทำควบคุ๋ไปกับกิจกรรมพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล(Hospital accreditation หรือ HA) ในขณะที่สถานการณ์ของเราที่จะเริ่ม KM ในคณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์นี้ เราไม่สามารถเริ่มทำ KM ในกลุ่มพยาบาลได้(เพราะพยาบาลทำงานใน รพ.ธรรมศาสตร์ ซึ่งไม่อยู่ใต้สังกัดของคณะแพทยศาสตร์) เราต้องเริ่มทำ KM ในหน่วยงานของคณะที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน สถานการณ์จึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การไปดูงานทั้ง 2 แห่งนั้น จึงไม่น่าจะทำให้เกิดประสพการณ์ที่จะนำมาใช้ในการทำ KM ของคณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาตร์ได้ นอกจากนั้น ผมยังมีความเชื่ออีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการดูงาน กล่าวคือ ผมเชื่อว่าก่อนจะไปดูงานด้านใดด้านหนึ่งขององค์กรอื่นนั้น เราควรได้เริ่มทำงานนั้นหรือทำงานนั้นอยู่แล้ว เมื่อไปดูงานองค์กรอื่นก็จะได้นึกเปรียบเทียบ วิเคราะห์งานของเขากับงานของเราเพื่อหาแนวทางที่ดีขึ้นได้ทันที การไปดูงานโดยยังไม่ได้เริ่มงานจะทำให้เราไม่มีแนวทางไปเปรียบเทียบกับองค์กรอื่น ทำให้การดูงานนั้นเกิดประโยชน์น้อยต่อผู้ดูงาน เรื่องการดูงาน KM นี้ ผมจึงขอให้ทีมงานรอไว้ก่อน

จุดอ่อนของทีม KM เราที่สำคัญที่สุด คือการไม่มีความรู้เรื่อง KM เลยแม้แต่นิดเดียว(ยกเว้นผมที่รู้แบบงูๆปลาๆ) ทำให้ผมนึกได้ว่า เรื่องแรกที่ต้องทำทันที คือต้องจัดการความรู้ให้กับทีมจัดการความรู้ของเราก่อน