วันที่ 24 กรกฎาคม 2550
วันนี้เป็นอังคารของสัปดาห์ที่ 12 นับถอยหลังไปอีก 114 วันก็จะได้กลับบ้านถาวร เมื่อวานซึ่งเป็นวันจันทร์นั้นกลับบ้านถึงกับสลบ จึงไม่สามารถเขียนบันทึกได้ จึงยกยอดมาวันนี้ ทำไมเหรอครับ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ตื่นเช้ามาก็ไปทำงานตามปกติ อากาศดีมากเพราะเมื่อคืนวันอาทิตย์ฝนตกค่อนข้างนาน ตกไม่หนักแต่ตกนาน เล่นเอาชาวอินเดียที่มารวมตัวกันหนีหลบฝนจนล้นมาถึงใต้ที่พักของผม คนเยอะมาก เสียงดังเอะอะอื้ออึง นี่แหละครับ หัวอกคนทำงานไกลบ้าน น่าเห็นใจเขาจริงๆ ยิ่งผมได้เห็นคนที่ไม่มีที่นอน ต้องมานั่งกินข้าวใส่ถุงข้างทางแล้วสะท้อนใจ ไม่รู้ว่าการที่ต้องจากบ้านมาแสนไกลอย่างนี้ สรุปแล้วสบายกว่าเดิมหรือแย่กว่าเดิม เดินไปทำงานก็ยังพบสภาพเดิมๆทุกวัน คือคนนอนข้างทางเต็มไปหมด นึกสงสัยเหมือนกัน ว่าเขาอาบน้ำ ขับถ่ายกันที่ไหนหนอ เสื้อผ้าได้ซักบ้างหรือไม่นะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> Round เช้า อาร์เธอยังสบถด่าคนอื่นให้ฟังอยู่ทุกวัน อาร์ลีนก็หน้าบึ้งทำท่าเหมือนจะร้องไห้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมก็เลยกลายเป็นคนรื่นเริงอยู่คนเดียว ตอนนี้เริ่มสนิทกับคุณป้าพยาบาลแก่ๆหลายคนแล้ว บางคนเจอหน้าปุ๊บก็ “ซาหวาดดีข่า” ทักทายกัน บางคนแรกๆที่เจอกันช่างข่มนัก เคยว่าเรา silly order ซะด้วย มาตอนนี้กลับซี้ปึ๊ก เจอเสน่ห์หว่านของผมเข้าไปซะแล้ว ไม่มีอะไรหรอกครับ สุภาพเข้าไว้ ขอบคุณให้มาก ขอโทษเมื่อเด๋อก็แค่นั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เช้าวันจันทร์นี้ต้องทำงานที่ห้องยูโรพลศาสตร์ ผมกลับว่างจนน่าเบื่อ เพราะไม่ได้เข้าไปช่วยซิสเตอร์ลิลลี่ (ที่นี่เขาเรียกพยาบาลอาวุโสว่าซิสเตอร์) เพราะว่ามีพยาบาลของสุกี้มาดูงาน เราไม่อยากให้มีคนมากกว่า 2 คนมาดูคนไข้ เพราะเขาจะอาย จนกระทั่งเกือบเที่ยง ครูหาญเรียกให้เข้าไปช่วยผ่าตัด ไอ้เราก็เปิ่นไม่ทราบว่าเขาเรียกให้ไปช่วยในห้องผ่าตัดเล็ก (day surgery) ไปวิ่งหาอยู่ข้างบนตั้งนาน ลงมาเขาก็จัดท่าคนไข้เรียบร้อยแล้ว ครูเข้ามาก็โดนด่าทันทีเลยครับ ว่าทำไมไม่เขียนบอกไว้ว่าเป็นคนไข้ของหมอจัสมิน ผมก็สวนกลับไปว่า คนนี้ครูคุยกับจัสมินก่อนนัดผ่าตัดเอง ผมจำได้ แล้วครูก็เก็บสติ๊กเกอร์คนไข้ไปเอง ผมไม่ได้จัดการเสียหน่อย ท่านก็ไม่ยอมแพ้ บอกว่ายังไงก็ความผิดของผม แต่ผมไม่สนใจครับ ไม่พูดด้วยต่อก็แค่นั้น รีบล้างมือมาเข้า case ต่อไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ก็เหมือนเดิม ท่านหัวเราะร่าเหมือนเดิม เลยผ่าตัดกันสนุก ผมได้มีโอกาสแทง TVT-O ด้วยข้างหนึ่ง ปรากฏว่าเมื่อผ่าตัดเสร็จเหมือนมีลางบอกเหตุ ครูหาญบอกว่านี่เป็นคนไข้ private พลาดไม่ได้ ก็ไม่คิดว่ามีอะไร ต่อเมื่อผมใส่สายสวนปัสสาวะปรากฏว่ามีเลือดปนออกมา น่าจะมีการบาดเจ็บที่กระเพาะปัสสาวะ ครูจึงลงมือส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ (cystoscopy) ทันที ก็พบว่ามีรอยแทงเข้าทะลุกระเพาะปัสสาวะ แต่ไม่เจอตาข่าย TVT-O เลยสรุปว่า การแทงเข้ามานั้นไม่ใช่ความผิดผม เป็นเพราะครูแทงกรรไกรเข้ามาเอง ท่านมากระซิบกับผมทีหลังว่า ตอนที่ท่านแทงกรรไกรเข้ามานั้น เห็นแล้วว่ามีปัสสาวะเล็ดออกมา แต่ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องแก้ไข ใส่สายสวนปัสสาวะ 2 วันเดี๋ยวก็ดีเอง คนไข้เห็นหน้าผมเขาก็จำได้ ยกนิ้วโป้งให้ผมแทนการขอบคุณ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผ่ารายนี้ไป ก็เป็นการผ่าตัดปากมดลูกเพื่อรักษาภาวะก่อนเป็นมะเร็ง (cold knife conization) คนนี้ไม่ใช่คนไข้ urogynae หรอกครับ แต่ก็อย่างว่า เขามีคนไข้พิเศษกันหลายประเภทเหมือนหมอสูติเมืองไทยนั่นแหละ งานนี้ก็ยังคงสนุกเหมือนเดิม เพราะว่าผมได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูได้เต็มที่ งานนี้ท่านบอกพยาบาลว่า ผมเป็น consultant ของท่าน ฮากันทั้งห้อง เสร็จรายนี้ ผมบอกครูว่าเย็นนี้ผมจะดูคนไข้คนนี้ให้ก่อนกลับบ้าน (ต้องดึงผ้าก๊อซในช่องคลอดออกให้เขาก่อนกลับบ้าน) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> กว่าจะเสร็จผ่าตัดก็ปาเข้าไป 2 โมงครึ่ง ต้องรีบไปออกตรวจคลินิกกับครูหาญต่อ แอบแว๊บไปกินขนมหวานนิดหนึ่งก่อนไปตรวจ แต่ตรวจได้ไม่นาน ครูลีก็เรียกให้ไปช่วยผ่าตัดอีกคน งานนี้ก็วิ่งไปทันที ท่านลงมีดไปพอประมาณแล้ว ไม่มีคนอื่นช่วยอยู่เลย ก็ช่วยกันอยู่จนกระทั่ง 5 โมงครึ่ง พยาบาลที่ห้องผ่าตัดเล็กก็เรียกให้ไปดูคนไข้ตามกำหนดนัด ก็บอกว่าให้ตามอาร์ลีนที่คลินิกก่อน เพราะผมกำลังผ่าตัด ไอ้เราก็เห็นเงียบหายไปนาน กว่าจะผ่าตัดเสร็จก็เกือบ 6 โมง วิ่งลงไปที่คลินิก สวนกับอาร์ลีนที่หน้าบึ้งจมูกแดงเดินออกไป เรียกก็ไม่ยอมหันมามอง เลยเข้าไปที่คลินิก ครูยังอยู่ ผมถามว่าเกิดอะไรขึ้น มีคนไปดูคนไข้ที่ห้องผ่าตัดเล็กหรือยัง ท่านก็บอกว่ายังไม่มี ท่านบอกว่าอาร์ลีนถูกท่านด่าไปหยกๆ เรื่องการดูคนไข้ที่คลินิก ตอนนี้วิ่งงอนออกไปแล้ว ว่าแล้วเชียว ผมก็รีบขอตัววิ่งไปดูคนไข้คนนั้นก่อน เพราะว่าเย็นมากแล้ว เดี๋ยวเขากลับบ้านช้า (นัดพี่วิภรณ์ไว้ด้วย เวลา 6 โมงครึ่ง..ฮา) เมื่อไปถึงก็พบว่า อาร์ลีนกำลังหน้าบูดดูคนไข้อยู่ เธอกำลังดึงผ้าก๊อซออกจากช่องคลอดคนไข้ ผมก็ทักทายคนไข้ จัดการเอกสารให้เขาเรียบร้อยก็ออกมา แล้วขึ้นไปที่ชั้น 6 เพื่อดูคนไข้คนที่กระเพาะปัสสาวะทะลุ ปรากฏว่าเขาและสามีจำผมได้ทั้งคู่ คู่นี้น่ารักครับ เจอเขาตั้งแต่ที่คลินิกแล้ว ที่ห้องพักผู้ป่วย ญาติเธอทักผมว่า ทำไมหมออายุน้อยจัง (เล่นเอาผมหูแดงอีกหน) เลยบอกไปว่าอายุ 18 เองล่ะ ก็ฮากันอีกหน ตอนนี้คนไข้ผมปัสสาวะใสแล้ว ผมเลยอุ่นใจ เราคุยกันสักพักผมก็ขอตัวออกมา รีบจ้ำไปที่สถานีรถไฟฟ้า Little India เพื่อตรงไปยังสถานี Orchard พี่วิภรณ์คงรอแล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> สายไปครึ่งชั่วโมงครับ คนเยอะเหลือเกิน ในรถไฟฟ้าก็แสนแน่น บนทางเดินคนก็แน่น ผมต้องเดินผ่านหน้าสถานทูตไทยไปจนไปถึงถนน Cuscaden (เปิดแผนที่ดูไปเรื่อยๆ) เดินสักพักก็ถึงโรงแรม Regent พี่วิภรณ์รออยู่หน้าโรงแรมเลย เราตกลงกันว่าไปกินอาหารทะเล ก็เลยขึ้นแท็กซี่ไปกัน ตอนแรกผมคิดว่าจะไปที่ East Coast แต่ปรากฏว่าเป็นที่ Clarke Quey ชื่อร้าน Jumbo ที่เขาว่ามีชื่อเสียงนักหนา งานนี้ไม่มีที่นั่งครับ ต้องลงชื่อจองเอาไว้แล้วไปเดินเล่นก่อน 15 นาที <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ที่นั่งที่ได้ก็เสียมิได้ครับ (อ่านแล้วงง) บริกรบอกว่ายังไม่มีโต๊ะว่าง แต่ถ้าจะนั่งข้างนอกชิดกับโต๊ะรับแขกหน้าร้าน (ที่ที่เขามีไว้รับจองโต๊ะหน้าร้านนั่นแหละครับ) ผมยินดี เพราะหิวแล้ว อีกทั้งการนั่งกินโชว์ที่นี่นี่ผมชินเสียแล้ว กินไป คนเดินข้ามหัวไป สนุกจะตาย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> พี่วิภรณ์สั่งปูผัดพริกไทยดำ หอยอะไรไม่รู้ (เขาเรียกว่า bamboo shell) ผัดผักโต๊ะเหมี่ยว ซุปหูฉลาม กินจนพุงกาง ผมดื่มเบียร์ไป 2 ขวดเล็ก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ช่วงนี้ผมเป็นลมพิษเกือบทุกวัน ตัวแดงออกจะบ่อย โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังของผมครับ เป็นมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2533 หายมานานแล้ว แต่ก็กลับมาให้คันได้อยู่เรื่อยๆ ผมสังเกตเห็นว่า มันจะเป็นบ่อยขึ้นถ้าผมนอนดึก เครียด (แต่ตอนนี้ไม่เครียดนี่นา) และอีกอย่างคือเลือดข้น เมื่อผมบริจาคเลือดทีไร ก็หายทันทีเลย ตัวเบา หัวโล่ง นี่ผมเลยกำหนดบริจาคครั้งที่ 39 มานาน 2 เดือนกว่าแล้ว เริ่มรู้สึกหนักตัวชอบกล อีกทางหนึ่งในการรักษาตัวของผมคือ การดื่มเบียร์ อันนี้ค้นพบเมื่อราวๆปี 2540 ตอนนั้นไปเที่ยวกับเพื่อนของภรรยาที่รีสอร์ท ปรากฏว่าผมตัวแดงเห่อทั้งตัว อารามโกรธตัวเองจัดเลยซดเบียร์ไปครึ่งขวดใหญ่ แล้วไปนอนเนื่องจากเมา เพราะไม่เคยกินมาก่อน หลับไปได้ครึ่งชั่วโมงก็ตื่นมาสังสรรค์ต่อ พบว่าไอ้ตัวที่แดงๆนั้น หายไปหมดแล้ว ผ่องเลยครับ จากนั้นมา เมื่อตัวแดงก็กินเบียร์ทุกทีไป ไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็หาย อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะเหตุใด บอกใครก็ไม่เคยมีคนเชื่อ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> หลังจากดื่มเบียร์ไปสักพัก ก็ให้พี่วิภรณ์ดู เพราะว่าผิวผมหายเป็นผื่นแล้ว คุยก็สนุกเพราะว่ามึนนิดๆ ผมก็คุยเรื่องการทำงานที่นี่ให้พี่เขาฟัง บอกเขาว่ามีความสุขดีตามอัตภาพ บอกแล้วไงว่าหมอไทยหนังหนา (fellow คาราบาวไงครับ) เราตบท้ายมื้อนี้ด้วยมะม่วงสด อร่อยชะมัด ทั้งมื้อนี้ในราคา 140 เหรียญกว่านิดๆ (เล่นเอาเกือบ 10% ของเงินเดือนผมเลยครับ) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เมื่อเสร็จจากมื้อเย็น ก็เตรียมตัวกลับ ผมกะว่าจะนั่งแท็กซี่ไปส่งพี่วิภรณ์ที่โรงแรมเลย แต่เนื่องจากที่ที่อยู่เรียกรถยากมาก เลยถือโอกาสเดินกันไปตามทางเดินริมน้ำของ Clarke Quey ไปออกที่ถนนRiver Valley ผ่านผับบาร์ บรรยากาศดีน่านั่งมาก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ส่งพี่วิภรณ์เสร็จก็เดินกลับทางเดิม ได้มีโอกาสชมถนน Orchard ยามดึก (4 ทุ่มครึ่งแล้วนี่นา) สวยงามดีแท้ กว่าจะถึงบ้านก็ 5 ทุ่ม อาบน้ำเสร็จก็สลบไปเลย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เมื่อคืนนอนหลับๆตื่น เพราะราวๆตี 4 เป็นต้นมา กามันร้องกันระงม ประมาณ 1 สัปดาห์มานี้ กาเยอะมาก ไม่รู้ว่าเป็นช่วงผสมพันธุ์ของมันหรือย่างไร น่ารำคาญครับเพราะเสียงมันไม่เพราะ แล้วแข่งกันส่งเสียงยังกับว่าแย่งต้นไม้กัน แต่คิดไปก็สมน้ำหน้ามันครับ นกกาเหว่าที่นี่เยอะมาก คงไข่ให้กาเลี้ยงกันมันเชียวล่ะ ฮ่า ฮ่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> วันนี้ผมช่วยครูลีตรวจคนไข้ตอนเช้า บรรยากาศยังสนุกเหมือนเดิม ผมสังเกตเห็นว่าท่านผู้ช่วยพยาบาลทั้งหลายจะโยน case มาให้ผมตรวจตลอดเลย มีโอกาสเดินไปปรึกษาครูลีเป็นครั้งคราว ก็แอบเห็นท่านอาร์ลีนนั่งว่างอยู่ ผมรู้มาเลาๆว่า เขาไม่ค่อยส่งผู้ป่วยให้อาร์ลีนดูเท่าไหร่นัก ผมเลยรับเละเลยครับงานนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เสร็จเอาเที่ยงกว่าๆ แต่ผมไม่รู้สึกหิว สงสัยเป็นเพราะว่าตอนช่วงเช้าดื่มน้ำอัดลมเข้าไป เลยอืดท้อง จึงกินแค่ขนหวานก็พอ ตอนบ่ายเป็นช่วงเวลาที่ผมต้องเก็บข้อมูลงานวิจัย ช่วงบ่ายเป็นคลินิกของครูหาญ แต่เนื่องจากว่าวันนี้ท่านต้องเดินทางไปเป็นวิทยากรที่มาเลเซีย ท่านฝากคลินิกไว้ให้อาร์เธอช่วยดู พอตกบ่ายโมงครึ่งอาร์เธอเห็นผมนั่งอยู่ที่ภาควิชาเลยออกปากขอความช่วยเหลือ เลยต้องไปออกตรวจอีกครั้ง (พร้อมอาร์ลีน) กว่าจะเสร็จก็เล่นเอา 4 โมงครึ่ง จึงรีบไปที่ห้องเวชระเบียน เก็บข้อมูลอย่างเดียวจนกระทั่ง 6 โมงครึ่ง เมื่อถึง 2 แฟ้มสุดท้าย รู้สึกว่าหิวจัดขึ้นมาทันที ท้องมันร้องเสียงดังราวกับจะประท้วงเจ้าของร่างกายซะเสียนั่น เลยต้องกินข้าวเย็นที่ Kopitium เลย เนื่องจากไม่มีแรงพอที่จะเดินไปกินที่อื่น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> สรุปว่า 2 วันมีนี้มีความสุขครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> สุขแรกคือการที่มีงานทำ ถูกใช้งานบ่อยนั่นหมายความว่าเขาเชื่อมั่นเรา ยิ่งใช้ยิ่งชอบครับ สุขต่อมาคือได้พบพี่วิภรณ์ คนนี้นี่แหละที่ทำให้ผมได้มาเรียนที่นี่ แถมมาแล้วยังพาไปกินของอร่อยอีก ท่านบอกว่าวันที่ 12 เดือนหน้าจะมาประชุมอีก ก็จะกินกันอีกรอบ ขอบคุณคร๊าบบบบ
สวัสดีค่ะ
อ่านสนุกดีค่ะ
คนที่ทำงานแล้วมีความสุข คือคนที่มีความรักในงานนั้นๆค่ะ และก็เป็นโชคดีที่ทำงานที่ตนถนัดและชอบค่ะ
ตามมาอ่านค่ะ
ยังไม่กลับจากสิงคโปร์หรือคะ
จะรออ่านหนังสือค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ตามอ่านมาเรื่อยๆแล้ว รู้สึกเป็นห่วงว่าดูเหมือนอ.หมอแป๊ะจะทานอาหารไม่เป็นเวลาเลยนะคะ น่าเป็นห่วงกระเพาะไหมคะเนี่ย
อ่านแล้วบอกได้ว่าคนอยากทำงานกับอาจารย์น่าจะเป็นเพราะอาจารย์ทำแบบมีความสุข สนุกสนานนี่แหละนะคะ คนอยู่ใกล้ก็คงได้รับรัศมีความสุขไปด้วย มีคนหลายๆคนมีกรรมที่ไม่รู้จักหาความสุขให้ตัวเองจากการทำงานนะคะ ทำไปทุกข์ไปโดยไม่รู้ตัว น่าสงสารค่ะ (รอบๆตัวอาจารย์ก็ดูเหมือนคนน่าสงสารแบบนี้จะมีเยอะจัง ได้ทำบุญออกเยอะแยะ แต่ฟังดูไม่ค่อยมีความสุขเอาเสียเลยนะคะ)
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับคุณ
ยิ่งเรามีความสุข เหนื่อยแค่กายนั้น แทบจะไม่กระทบเราเลยครับ ทำงานไปเดี๋ยวมันก็เสร็จ ยิ่งงานเราที่ยุ่งกับสุขภาพคนอื่นด้วยแล้ว งานเสร็จก็ย่อมหมายถึงเขาดีขึ้น สบายขึ้น ก็เท่านั้นเอง
เวลามันผ่านไปเร็วมากครับ
สวัสดีครับคุณ
ตอนนี้เหลืออีก 113 วันจะได้กลับบ้านครับ (ไม่นับที่กลับทุกๆ ๒ สัปดาห์)
เดี๋ยวจะถามหาหนังสือให้นะครับ กรุณาบอกที่อยู่ที่จะจัดส่งครับ ผมจะลองถามอ.เต็มศักดิ์ดูว่า ท่านยังพอมีเหลืออยู่หรือไม่ หากมีจะให้ท่านส่งให้เลย แต่ถ้าไม่มีก็รอครับ กลับบ้านแล้วจะเอาของผมส่งไปให้อ่านครับ
รับรองว่าต้องชอบแน่ๆ ถ้าไม่ถูกใจ ยินดีรับของคืน ฮา
พี่โอ๋ครับ ปัจจัยที่ทำให้คนเราไม่มีความสุขอยู่ที่ตัวเองครับ ยิ่งโดยเฉพาะการที่ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมบางอย่างด้วยแล้ว ยิ่งแย่ครับ
- การที่อยู่ในสังคมทุนนิยมสุดโต่ง หาเงินให้มากที่สุด ขาดการพักผ่อน ขาดการออกกำลังกาย มุ่งแต่จะดูคนไข้ให้จำนวนมากที่สุด
- ไม่มีแบบอย่างที่ดีให้ประทับใจ ไม่มีการแสดงความอ่อนโยนหรืออ่อนน้อมให้เห็น แสดงอำนาจอวดกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนทำให้รู้สึกว่าอินกับมัน
ตอนนี้เพื่อนผม คุณหมออาร์เธอเริ่มมีอาการปวดท้องบ่อยขึ้น จนวันเสาร์ที่จะถึงนี้ เขามีนัดส่องกล้องกระเพาะอาหารครับ
ผมเลยถือโอกาสนี้คุยกับเขาว่า อารมณ์เขาฉุนเฉียวง่ายเกินไป เขาคาดหวังกับหมอรุ่นน้องมากเกินไป เขาคิดว่าหมอทุกคนต้องเก่ง จนลืมไปว่า ตอนเราเล็กๆนั้น เราก็อาจจะโง่ไปตั้งหลายครั้ง ลืมไปแล้วหรือ เราคุยกันเรื่องการเรียนรู้ในสภาวะเครียดกับสภาวะที่มีความสุข อย่างไหนน่าจะจดจำได้ง่ายกว่ากัน อยู่ท่ามกลางคนที่รักเรา กับคนที่กลัวเราจนหัวหด อย่างไหนน่าจะทำให้เรามีความสุข
ไมรู้เหมือนกันว่าเขาจะเข้าใจความหมายผมแค่ไหน ถ้าไม่เข้าใจ อาจจะหมายความว่าภาษาอังกฤษผมห่วยกระมัง
ขอบคุณล่วงหน้านะคะ
ที่อยู่
อุบล จ๋วงพานิช
หอผู้ป่วยเคมีบำบัด 5จ
โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
40002
พี่โอ๋ครับ
ก็คอยดูกันต่อไปนะครับ แต่ผมว่าไม่น่าจะเป็นผลครับ ของอย่างนี้ต้องได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กๆ
พ่อแม่สอนผมมาอย่างนี้ ผมจึงเป็นอย่างนี้
ผมเป็นอย่างนี้ ลูกผมก็คงจะเป็นอย่างนี้
ผมทำตัวยังไง ก็คงมีลูกศิษย์ส่วนหนึ่งล่ะที่อยากทำตาม
คุณ
ครับ
เดี๋ยวจะพยายามหาให้โดยเร็วครับ ยังไงได้หรือไม่ได้ช่วงนี้ จะส่งข่าวมาก่อนครับ