เวลาที่ผ่านมานาน 8 เดือน ถามว่าผมมีความสุขไหมกับการทำงาน
ขอตอบว่า มีความสุขเพียง 40% ถ้าผมพยายามตั้งความหวังกับงานที่ตนเองกำลังทำอยู่ที่มหิดลถึง 100%
60% ที่ยังมีปัญหา ไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร ตนเอง ระบบคณะ คนที่ทำงานด้วย และอื่นๆ อีกมากมาย (ถ้าพยายามจะค้นหาแต่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร) ผมคิดว่าน่าจะเกิดจากการขาดความรู้ความสามารถของผมในการบริหารคนที่ทำงานด้วย ผมพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะค้นหาศักยภาพของน้องๆที่ทำงานด้วย แต่การเปลี่ยนนิสัย เจตคติ และคุณค่าของการทำงานในแต่ละบุคคลใช้เวลานานเหลือเกิน บางคนอยากเห็นภาพทั้งหมดโดยที่เค้าทำหน้าที่แสดงความคิดเห็นแต่ไม่มีกระบวนการคิดช่วยแก้ไขปัญหา บางคนบ่นว่าความไม่มีประสิทธิภาพของระบบการทำงานที่กำลังต้องการการพัฒนา บางคนมองว่าไม่ใช่หน้าที่ของเค้าแต่ควรโยนมาให้ผู้บริหารอย่างผมรับไปเต็มๆ
ผมจบปริญญาเอกทางกิจกรรมบำบัดทางจิตสังคม ยอบรับว่าได้เรียนรู้ระบบการคิดและทำงานอย่างเป็นระบบ สามารถวิเคราะห์คนและมีเทคนิคในการดึงศักยภาพของคนตามรูปแบบกิจกรรมบำบัด เน้นการจัดการความล้าจากกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ และการจัดเวลาและคุณภาพชีวิตผ่านกิจกรรมยามว่างที่มีคุณค่า
ณ ปัจจุบันนี้ ผมได้ปรับตัวกับน้องๆ ทีมงาน พยายามให้เค้าได้คิดและทำงานตามระบบงานที่ช่วยกันคิดกับผม แต่บรรยากาศของทีมงานที่ต้องการเวลาและพยายามคิดก่อนทำงานอย่างมีระบบเป็นสิ่งที่ผมต้องคอยติดตามและแก้ไขอยู่ตลอดเวลา
ผมยังไม่ได้ใช้สมองกับงานที่ผมอยากจะทำเลย ที่ๆทำอยู่ก็คือ ความรับผิดชอบที่จะพัฒนาระบบคลินิก ระบบทีมงาน และระบบการจัดการหลักสูตรสาขากิจกรรมบำบัดมหิดล แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะทำหลังจากร่ำเรียนด้วยทุนรัฐบาลไทยถึง 5 ปี (ภาษา+โท+เอก)
อยากตะโกนดังๆ ว่า "งานที่ผมรักคืออะไร"
พยายามถามตัวเองหลายครั้งว่า พรสวรรค์ของการทำงานที่มีความสุขของตนเองคืออะไร"
วันนี้ผมได้มีโอกาสไปแวะเยี่ยม ศจ. สนิทพงษ์ และ รศ. พันทิพา เข็มทอง ลุงและป้าของผมเป็นผู้ที่มีพระคุณและคอยให้คำแนะนำสนับสนุนผมจนสามารถเรียนดีในหลายๆโอกาสของโรงเรียนสาธิตรามคำแหง ผมจะดีใจมากๆถ้าได้มีโอกาสแวะเยี่ยมและรายงานผลการเรียนรู้และรอบรู้ของผมให้กับท่านทั้งสองเสมอ
ท่านได้แนะนำผมว่า "ใจเย็นและอย่าคาดหวังงานที่ผมจำเป็นต้องทำมากจนเกินไป" แต่ "พยายามค่อยๆคิดทำตัวให้รักงาน หรือ หาแนวทางการทำงานที่ผมรัก"
และผมก็ได้ค้นพบงานที่ผมกำลังจะริเริ่มให้แตกต่าง เพราะเป็นแนวคิดใหม่ คือ Psychosocial Management Service for Human & Organizational Development
เป็นแนวคิดในการนำกระบวนการรักษาของกิจกรรมบำบัดทางจิตสังคมมาใช้ในการพัฒนาคนทั่วไปในองค์กร เป้าหมายคือ ความสุขและคุณค่าของการทำงานอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ตอนนี้ผมขอตั้งหลักเพื่อศึกษาหลักการต่างๆ ในทีมงานของผมและจะพยายามเรียนรู้เพื่อไปใช้สร้าง Better Health Promotion ในองค์กรของท่านผู้อ่านต่อไป หากสนใจผมขอรบกวนติดต่อทางอีเมล์ได้ตลอดเวลาครับ
Psychosocial Management Service for Human & Organizational Development
น่าสนใจมากครับ "พัฒนาคนและองค์การ"...
ผมเชื่อใน 3 ระดับของการพัฒนาองค์การอย่างถึงที่สุดคือ ... 1) ระดับตัวบุคคล/ปัจเจก > 2) ระดับกลุ่ม/ทีม และ >> 3) ระดับองค์การ...
หากทั้ง 3 ระดับนี้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ด้วยความกลมเกลียวตามเป้าหมายที่วางไว้ร่วมกันแล้ว ... จะทำงานด้วยกันอย่างมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยกันครับ..
.ให้กำลังใจคนทำงานครับผม..
Ajarn Popได้อ่านบันทึกนี้ของพี่หรือยังคะ ลองไปเยี่ยมชมโปรแกรมของคุณครูหนูดีที่เว็บไซต์ของเธอดูสิคะ อ่านบันทึกนี้ของ Ajarn Pop แล้วทำไมทำให้คิดถึงสิ่งที่อ่านพบในเว็บไซต์ของเธอบางส่วนก็ไทราบค่ะ เลยขอบอกเสียหน่อย
และตามมาบอกว่า..เวลายังมีอีกเยอะค่ะ 40% ใน 8 เดือนนี่ไม่น้อยแล้วนะคะ รักษาสุขภาพใจและกายเอาไว้ให้ดีๆ อีก 60% จะตามมาในไม่นานเกินรอหรอกค่ะ ถ้าตั้งใจดีแบบนี้เอาไว้เสมอๆ
ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจและบันทึกดีๆจากพี่โอ๋และน้องสุภัทร