ตั้งแต่ที่ผมจบมาตอนปี 2543 ทำงานที่ศิริราชมาตั้งแต่จบ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายโดยเฉพาะเมื่อตัวเองกลับไปเรียนปริญญาโทที่คณะเก่าที่จบมา ชั่ว 3 ปีที่จบออกมา รุ่นน้องที่ทยอยกันจบออกมานั้น มีบางส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ เภสัชศาสตร์ เภสัชกรจะไม่มีที่ยืนในฐานะที่เป็น Healthcare Professional
สมัยผมเรียนหนังสือ เรารู้สึกว่า เรารู้น้อย ไอ้นั่นก็อยากรู้ ไอ้นี่ก็อยากรู้ นึกสภาพตัวเองในลักษณะที่สมองว่างเปล่าขึ้นไปทำงานกับวิชาชีพอื่น ๆ ไม่ได้ เสาะหาความรู้เอง เพราะไม่คิดว่าจะพึ่งหรือรอให้รุ่นพี่มาสอนได้ ... เภสัชศาสตรบัณฑิต รุ่นปีการศึกษา 2542 ของจุฬาฯ เป็นรุ่นที่น่าหวาดเสียวที่สุด เพราะเป็นช่วงที่วิกฤตฟองสบู่แตกปี 2540 กำลังออกฤทธิ์ของมัน การแปรสภาพจากข้าราชการมาเป็นพนักงานของรัฐ หรืออะไรก็แล้วแต่ มาเริ่มเกิดในช่วงที่พวกเรากำลังจะสำเร็จการศึกษา คนที่เคยหวังว่าจบแล้วจะมีที่ใช้ทุน ซึ่งก็หมายถึงการมีงานทำ ก็รู้สึกว่าอนาคตจะดูมืดมน ผมเองก็มีสภาพที่ไม่ต่างจากคนอื่นสักเท่าไร ... ความกระเสือกกระสนจะหางานทำให้ต้องพยายามทำตัวเองให้มี qualifications มากที่สุด ....
ย้อนกลับมาที่เรื่องเดิม จากการที่ผมได้มีโอกาสออกข้อสอบคัดเลือกเข้าทำงาน สัมภาษณ์งาน และออกข้อสอบสำหรับเภสัชกรที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามานั้น ผมรู้สึกว่า มีช่องว่างบางอย่างที่พบ ...
1. เด็กมีแนวโน้มที่เรียนเก่งขึ้นมาก GPAX สูงขึ้นทุกปี แต่เมื่อมาปฏิบัติงานพบว่า ไม่มีความรู้ในสื่งที่ควรมีความรู้ ยกตัวอย่างเช่น ไม่รู้ว่า metronidazole กับ ketoconazole เป็นยาคนละกลุ่มกัน หรือเข้าใจ mechanism of action ของยาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ใน transcript ก็ A Pharmacol หรา เป็นต้น และที่มากไปกว่านั้นคือ สะกดชื่อยาผิด
ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะ conservative มากในเรื่องของชื่อยา ไม่ใช่เคร่งครัดบ้า ๆ บอ ๆ อะไรนะครับ เพราะ ใน บรรดา 3 วิชาชีพที่เกี่ยวข้อง จับต้องกับยาคือ แพทย์ พยาบาล และเภสัชกรนั้น เภสัชกรอ้างตนเองว่ารู้เรื่องยาดีที่สุด รู้ใจกันดีที่สุด ถ้าเภสัชกรไม่เป็นจุดอ้างอิงความถูกต้องในด้านยาให้กับอีก 2 วิชาชีพ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ?
2. ชอบความรู้ที่ฉาบฉวย ใช้งานได้ทันที ยิ่งถ้าสามารถได้มาโดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามก็ยิ่งชอบ (อาการนี้ไม่ใช่พบแต่เฉพาะเด็ก ผู้ใหญ่บางคนก็เป็น !!) ไม่มีความอดทนในการค้นหา หรือ ไขว่คว้าด้วยตัวเอง ไม่มีความอดทนในการสร้างงานด้วยตัวเอง ต้องรอการสั่งสอน การจับป้อนโดยรุ่นพี่ ซึ่งบางครั้งรุ่นน้องสมควรเรียนรู้ด้วยตัวเอง
3. คิดว่าจบมาแล้วจะสบาย ... สำหรับที่ศิริราช รายการยาของเรามีเป็นพัน ๆ รายการ ยาใหม่เข้ามา ออกไปปีละไม่ต่ำกว่า 100 items บุคลากรทางการแพทย์มีหลากหลาย หากเภสัชกรใหม่ที่เข้ามาหวังควาสบาย ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะจะต้องรับผิดชอบชีวิตคนไข้ เราจะรับผิดชอบชีวิตคนได้อย่างไร ถ้ายังรับผิดชอบชีวิตตนเองไม่ได้
4. น้องใหม่บางคน ไม่ใฝ่ใจในการเดินดูเม็ดยาเพื่อเตรียมสอบ หนำซ้ำก็ลอกกัน ข้อสอบข้อเขียนก็ทำไม่ได้ ไม่อ่าน ไม่ยอมใฝ่หาอะไรทั้งสิ้น ถึงเวลาปัญหาทุกอย่างก็ไป end up ที่การเกิด medication error ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมาก
5. การเรียนในสถาบันการศึกษาบางครั้งไม่ได้ช่วยหล่อหลอมให้บัณฑิตมีความรู้ จริงอยู่ เวลาเพียง 5 ปี หรือ 6 ปี ไม่สามารถบรรจุทุกสิ่งลงในบัณฑิตได้ แต่ควรใช้เวลาที่มีอยู่เพียงน้อยนิดให้เกิดประโยชน์ หน่วยกิตส่วนใหญ่ควรจะทุ่มเทให้กับ วิชาแกนทางเภสัชศาสตร์ มากกว่าที่จะมุ่งไปให้กับ วิชากลุ่มสังคมศาสตร์/มนุษยศาสตร์ เขียนแบบนี้อาจจะมีคนแย้ง ว่าจะไม่ให้บัณฑิตมีคุณธรรม มีความเป็นมนุษย์กันเลยหรืออย่างไร แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้วิชาเหล่านี้ เข้ามากินพื้นที่โดยรวมของโครงสร้างหลักสูตรมากจนเกินไปนัก
วิชาทางสาย product ก็ถูกตัดทอนลงมาก ขณะที่ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทาง formulation มีมากขึ้น มีความหลากหลายมากขึ้น นิสิตไม่ค่อยได้เรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจกับเภสัชภัณฑ์แบบใหม่ ๆ ทั้ง ๆ ที่มีเพียงเภสัชกรเท่านั้นที่จำเป็นจะต้องอธิบายเรื่องเหล่านี้ให้แพทย์และผู้ป่วยรับรู้ ความรู้พื้นฐานทาง product ที่มีไม่มาก แล้วจะช่วยให้งาน pharmaceutical care ประสบผลสำเร็จได้อย่างไร
** ฝากไว้ไปคิดดูนะครับว่า เราควรจะมาหาทางกันช่วยวิชาชีพ ได้อย่างไร ??