หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

              เมื่อวานนี้ผมได้หนังสือหลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   กระผมจึงอยากมานำเผยแพร่เพื่อควรยึดเป็นแบบอย่างในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท นำมาปฏิบัติเพื่อให้บังเกิดผลต่อตนเอง สังคมและประเทศชาติตลอดไป  

              หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีดังต่อไปนี้                 

         1.  ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ     การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่งนั้น  จะทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นระบบ  ทั้งจากข้อมูลเบื้องต้น  จากเอกสาร  แผนที่  สอบถามเจ้าหน้าที่  นักวิชาการและราษฎรในพื้นที่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง  เพื่อที่จะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วตรงตามความต้องการของประชาชน               

          2.  ระเบิดจากข้างใน   พระองค์ทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน  ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับเสียก่อน  แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก  มิใช่การนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชน  หมู่บ้าน  ที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว                       

          3.  แก้ปัญหาที่จุดเล็ก    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงเปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพในการแก้ปัญหา  ทรงมองปัญหาในภาพรวม (Macro)  ก่อนเสมอ  แต่การแก้ปัญหาของพระองค์จะเริ่มจากจุดเล็ก ๆ  คือ  การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้าม  ดังพระราชดำรัสที่ว่า  “…..ถ้าปวดหัวก็คิดอะไรไม่ออก……..  เป็นอย่างนั้นต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน……..มันไม่ได้เป็นการแก้อาการจริง  แต่ต้องแก้ปวดหัวก่อน  เพื่อที่จะให้อยู่ในสภาพที่คิดได้…….แบบ  Macro  นี้เขาจะทำแบบรื้อทั้งหมด  ฉันไม่เห็นด้วย………  อย่างบ้านคนอยู่  เราบอกบ้านนี้มันผุตรงนั้น  ผุตรงนี้ไม่คุ้มที่จะไปซ่อม……  เอาตกลงรื้อบ้านนี้ระเบิดเลย  เราจะไปอยู่ที่ไหน  ไม่มีที่อยู่………. วิธีทำต้องค่อย ๆทำ  จะไประเบิดหมดไม่ได้                          

              4.  ทรงทำตามลำดับขั้น      “…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น  ต้องสร้างพื้นฐานคือ  ความพอมีพอกิน  พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน  ใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ  เมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควร  และปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ  และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป  หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ  ยกเศรษฐกิจให้รวดเร็วแต่ประการเดียว  โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย  ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆขึ้น  ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด  ดังเห็นได้ที่อารยประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในเวลานี้…”                       

                    5.  ภูมิสังคม         “…การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศ  ภูมิศาสตร์และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ในสังคมวิทยา  คือนิสัยใจคอของคนเราจะไปบังคับให้คนอื่นคิดอย่างอื่นไม่ได้  เราต้องแนะนำ  เราเข้าไป  ไปช่วยโดยที่จะคิดให้เขาเข้ากับเราไม่ได้  แต่ถ้าเราเข้าไปแล้ว  เราเข้าไปดูว่าเขาต้องการอะไรจริง ๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจหลักการของการพัฒนานี้ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง…”                     

                      6.  องค์รวม   ทรงมีชีวิตคิดอย่างองค์รวม (Holistic) หรือมองอย่างครบวงจร ในการที่จะพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการหนึ่งนั้นจะทรงมองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง ดังเช่น กรณีของ ทฤษฎีใหม่ที่พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพนับเป็นแนวทางหนึ่งที่พระองค์ทรงมองอย่างองค์รวม ตั้งแต่การถือครองที่ดิน โดยเฉลี่ยของประชาชนคนไทยประมาณ ๑๐ ๑๕ ไร่ เพื่อการบริหารจัดการที่ดิน และแหล่งน้ำอันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการประกอบอาชีพ เมื่อมีน้ำในการทำเกษตรแล้วจะส่งผลให้ผลผลิตดีขึ้น และหากมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรจะต้องรู้จักวิธีการจัดการและการตลาด รวมถึงการรวมกลุ่ม รวมพลังชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อพร้อมที่จะออกสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมภายนอกได้อย่างครบวงจร นั่นคือ ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ ๑, ๒ และ ๓                  

               7.  ไม่ติดตำรา      การพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  และสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน  คือ  ไม่ติดตำรา  ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย                        

                     8.  ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด      ในเรื่องของความประหยัดนี้ ประชาชนชาวไทยทราบกันดีว่าเรื่องส่วนพระองค์ทรงใช้อย่างคุ้มค่าอย่างไร หรือฉลองพระองค์แต่ละองค์ทรงใช้อยู่เป็นเวลานานดังที่นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เคยเล่าว่า ...กองงานในพระองค์โดยท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ บอกว่าปีหนึ่งพระองค์เบิกดินสอ 12 แท่ง เดือนละแท่งใช้จนกระทั่งกุด ใครอย่าไปทิ้งของท่านนะจะกริ้วเลย  ประหยัดทุกอย่างเป็นต้นแบบทุกอย่าง ทุกอย่างมีค่าสำหรับพระองค์หมด ทุกบาททุสตางค์จะใช้อย่างระมัดระวัง จะสั่งให้เราปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ...                 

                        9.  ทำให้ง่าย  Simplicity    ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทำให้การคิดค้น  ดัดแปลง  ปรับปรุง  และแก้ไขงานการพัฒนาเป็นไปได้โดยง่าย  ไม่ยุ่งยากซับซ้อน  และที่สำคัญคือสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศน์โดยส่วนรวมใช้กฎแห่งธรรมชาติเป็นแนวทาง  ฉะนั้น  คำว่า  ทำให้ง่ายจึงเป็นหลักคิดสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศในรูปแบบของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ                         

                     10.  การมีส่วนร่วม     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นนักประชาธิปไตย ประชาพิจารณ์ มาใช้ในการบริหาร เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้มาร่วมกัน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงความคิดของประชาชน ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า                         “…สำคัญที่สุดจะต้องหัดทำใจให้กว้างขวางหนักแน่น  รู้จักรับฟังความคิดเห็น  แม้กระทั่งความวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาด  เพราะการรู้จักรับฟังอย่างฉลาดนั้น  แท้จริงคือการระดมสติปัญญาและประสบการณ์อันหลากหลาย  มาอำนวยประโยชน์ในการปฏิบัติบริหารงานให้ประสบความสำเร็จที่สมบูรณ์นั่นเอง….”                       

                    11.  ประโยชน์ส่วนรวม  การปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และการพระราชทานพระราชดำริ ในการพัฒนาและช่วยเหลือพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงระลึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ                       

                    12.  บริการรวมที่จุดเดียว One-Stop Services   ทรงเน้นในเรื่องการสร้างความรู้ รัก สามัคคีและการร่วมมือร่วมแรงใจกันด้วยการปรับลดช่องว่างระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มักจะต่างคนต่างทำและยึดติดกับการเป็นเจ้าของเป็นสำคัญ ให้แปรเปลี่ยนเป็นการรวมมือกันแนวพระราชดำริ ในการดำเนินบริหารของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีอยู่ทั้ง 6 ศูนย์ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ นับเป็นรูปแบบใหม่ของการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยอย่างแท้จริงการพึ่งตนเอง                        

                     13.  ทรงใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ      ทรงเข้าใจถึงธรรมชาติและต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับธรรมชาติทรงมองอย่างละเอียดถึงปัญหาธรรมชาติ หากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติ จะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ อาทิ การแก้ไขปัญหาป่าเสื่อมโทรมได้พระราชทานพระราชดำริ การปลูกป่า โดยไม่ต้องปลูก ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยในการฟื้นฟูธรรมชาติ                     

                     14.  ใช้อธรรมปราบอธรรม    แนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ปกติให้เข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ  เช่น  การนำน้ำดีขับไล่น้ำเสีย  หรือเจือจางน้ำเสียให้กลับเป็นน้ำดี  ตามจังหวะการขึ้นลงตามธรรมชาติของน้ำ  การบำบัดน้ำเสียโดยใช้ผักตบชวาซึ่งมีตามธรรมชาติ  ให้ดูดซับสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ  ดังพระราชดำรัสว่า ใช้อธรรมปราบอธรรม                  

                      15.  ปลูกป่าในใจคน      พระราชดำรัสตอนหนึ่งความว่า “….เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง                        

                    16.  ขาดทุนคือกำไร  ขาดทุน คือ กำไร (Our loss is our gain…) การเสีย คือ การได้ ประเทศก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้...ต่อพสกนิกรชาวไทย การให้”“การเสียสละ เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือความอยู่ดีมีสุขของราษฎร....                        

                       17.  การพึ่งตนเอง     “…การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพ  และตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้  ก่อนอื่นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด  เพราะผู้มีอาชีพ  และฐานะเพียงพอที่จะพึ่งพาตนเองได้  ย่อมสามารถสร้างความเจริญในระดับสูงขั้นต่อไป…”                        

                       18.  พออยู่พอกิน    การพัฒนาเพื่อให้พสกนิกรทั้งหลายประสบความสุขสมบูรณ์ในชีวิต  ได้เริ่มจากการเสด็จฯไปเยี่ยมประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกภูมิภาคของประเทศ  ได้ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยพระองค์เอง  จากนั้นได้พระราชทานความช่วยเหลือให้มีความอยู่ดีกินดี  มีชีวิตอยู่ในขั้น  พออยู่พอกินก่อน แล้วจึงขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะที่ก้าวหน้าต่อไป ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า ถ้าโครงการดี ในไม่ช้า ประชาชนก็ได้กำไร จะได้ผลราษฏรจะอยู่ดีกินดีขึ้น จะได้ประโยชน์ไป...                        

                           19.  เศรษฐกิจพอเพียง     เป็นปรัชญาที่พระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด  มานานกว่า  25  ปี  ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ  และเมื่อภายหลังได้ทรงย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น  และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง  และยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์  และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆโดยยึดหลักทางสายกลางพอเพียง  พอประมาณด้วยเหตุผล มีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีสำนึกในคุณธรรม  มีความซื่อสัตย์  สุจริตดำเนินชีวิตด้วยความอดทนมีสติปัญญา  รอบคอบ                   

                           20.  ความซื่อสัตย์  สุจริต  และกตัญญู    “…คนที่ไม่มีความสุจริต  คนที่ไม่มีความมั่นคง  ชอบแต่มักง่าย  ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้  ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้นจึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ….”พระราชดำรัสเมื่อวันที่  12  กรกฎาคม  2522    

ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ  แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้  มากกว่าผู้มีความรู้มากแต่ไม่มีความสุจริต  ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ….”                    พระราชดำรัสเมื่อวันที่  18  มีนาคม  2533                       

                     21.  ทำงานอย่างมีความสุข   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระเกษมสำราญและทรงมีความสุขทุกคราที่จะช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเคยรับสั่งครั้งหนึ่งว่า...ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกัน ในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น...                        

                       22.  ความเพียร :พระมหาชนก      พระบาทสมเด็จอยู่หัว ทรงเริ่มทำโครงการต่างๆในระยะแรกที่ไม่มีความพร้อมในการทำงานมากนัก และทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งสิ้น แต่พระองค์ก็มิได้ท้อพระราชหฤทัย มุ่งมั่นพัฒนาบ้านเมืองให้บังเกิดความร่มเย็นเป็นสุข    

                     23.  รู้  รัก  สามัคคี    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มีพระราชดำรัสในเรื่อง รู้ รัก สามัคคี  มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นคำสามคำ ที่มีค่าและมีความหมายลึกซึ้ง พร้อมทั้งสามารถปรับใช้ได้กับทุกยุด ทุกสมัย                           

        รู้  การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น  จะต้องรู้เสียก่อน  รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด  รู้ถึงปัญหาและรู้ถึงวิธีการแก้ปัญหา                    

        รัก  คือความรักที่เมื่อเรารู้ครบด้วยกระบวนความแล้วจะต้องมีความรัก  ความพิจารณาที่จะเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ไขปัญหานั้น ๆ

       สามัคคี  สามัคคี  แต่การที่จะลงมือปฏิบัตินั้น  ควรคำนึงเสมอว่าเราจะทำงานคนเดียวไม่ได้  ต้องทำงานร่วมมือร่วมใจเป็นองค์กร  เป็นหมู่คณะ  จึงจะมีพลังเข้าไปแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี

    การทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดการดำเนินงานในลักษระทางสายกลางที่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่รอบตัว และสามารถปฏิบัติได้จริง  ทรงมีความละเอียดรอบคอบและทรงคิดค้นหาแนวทางพัฒนาเพื่อมุ่งสู่ประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด

  อ้างอิงจาก หนังสือ สำนักงานคณะกรรมการการพิเศษเพื่อประสานโครงกการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทองสง่า  ผ่องแผ้ว 21/07/2550