พาดหัวข่าวหน้า ๒  ใน The Nation วันอาทิตย์ที่ ๑ ก.ค. ๕๐     "Education spending being wasted"     อ้างคำของ ดร. สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ในการสัมมนาเรื่อง "การศึกษาไทย : วิกฤตและทางออก" เมื่อวาน     ทำให้ผมย้อนกลับมาทบทวนการศึกษาของผม      โดยเฉพาะในวัยเยาว์ ซึ่งอยู่ในชนบท

        ผมสรุปแบบฟันธงว่าการศึกษาไทยเมื่อ ๖๐ ปีก่อนต่างจากสมัยนี้ที่ "ปริมาณและคุณภาพ"     

       ในด้านปริมาณ หรือความครอบคลุมทั่วถึง สมัยก่อนแย่กว่าเดี๋ยวนี้มาก     สมัยนั้นมีเด็กส่วนน้อยมากที่มีโอกาสเรียนระดับ "มัธยม"      โดยที่ต้องเข้าใจนะครับว่าสมัยนั้นการศึกษาระดับประถมมีเพียง ๔ ปี     ระดับมัธยม ๖ ปี      เตรียมอุดม ๒ ปี      ผมเข้าเรียนมัธยม ๑ เมื่ออายุ ๑๐ ปี เร็วกว่าเกณฑ์ ๒ ปี     ตอนสอบเข้าเรียนชั้นมัธยม ๑ ที่โรงเรียน ชุมพร "ศรียาภัย" นั้นการแข่งขันสูงมาก     เด็กผู้ชายทั้งจังหวัดสอบเข้าได้เพียง ๑๒๐ คน    ใครสอบเข้าได้พ่อแม่จะภูมิใจมาก     ถือว่าลูกหัวดี และเรียนดี    เด็กที่เข้าโรงเรียนศรียาภัยไม่ได้ แต่อยากเรียน ก็ไปเข้าโรงเรียน พุทธยาคม ศรียาภัย (อาจจะจำชื่อผิด)      ซึ่งเป็นโรงเรียนหลวง อยู่ในตัวเมืองชุมพรเหมือนกัน    หรือไปเข้าโรงเรียนราษฎร์ชื่อโรงเรียนบุญสมบัติ     ถ้าอยู่ที่อำเภอหลังสวน ก็ไปเข้าโรงเรียน หลังสวน "สวนศรีวิทยา"      เข้าใจว่าโอกาสเรียนชั้นมัธยมของเด็กในจังหวัดชุมพรมีแค่นี้เอง      และถ้ามุ่งจะเข้ามหาวิทยาลัย ก็ต้องไปเรียนชั้นเตรียมอุดมศึกษาที่กรุงเทพเท่านั้น     ไม่มีโรงเรียนระดับเตรียมอุดมศึกษา (ก่อนหน้านั้นเรียกว่าระดับ ม. ๗ - ม. ๘) ในจังหวัดชุมพร

         สมัยปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่ผมสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยนั้น มีมหาวิทยาลัยเพียง ๕ แห่ง     ทั้งหมดอยู่ในกรุงเทพ     ปีนี้เรามีมหาวิทยาลัย ๑๔๔ แห่ง  กระจายอยู่ทั่วประเทศ 

         แต่ในด้านคุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือระดับประถม (๖ปี) และระดับมัธยม (๖ปี) สารสนเทศมันฟ้อง ว่าแย่ลงมาก     มีเด็กที่จบ ป. ๖ จำนวนหนึ่งอ่านหนังสือไม่ออก

         คุณภาพครู ก็คล้ายๆ กัน     เรามีครูมากขึ้น     ครูมีความรู้วิชาดีขึ้น  วิทยฐานะสูงขึ้น     ตอนผมเรียนที่โรงเรียนศรียาภัย ๕ ปีนั้น  ครูที่วุฒิสูงสุด คือครูพ้องพรรณ บุญสมบัติ วุฒิ ปกศ. สูง     ไม่มีครูวุฒิปริญญาตรีเลย     แต่ความรับผิดชอบของครูโดยรวมหย่อนยานลงอย่างน่าตกใจ     ในทำนองรู้วิชา แต่ไม่รู้จักลูกศิษย์     สอนวิชา ไม่ใช่สอนศิษย์     เน้นวิชา ไม่ได้เน้นความเป็นมนุษย์ กล่าวอย่างนี้อาจไม่ยุติธรรมต่อครูจำนวนหนึ่ง ที่เอาใจใส่ลูกศิษย์อย่างดียิ่ง   

         ผมเห็นด้วยกับ ดร. สมเกียรติ ว่างบประมาณแผ่นดิน ด้านการศึกษาของไทยไม่น้อย     แต่เราใช้เงินผิดทาง  หรือไม่ได้ประโยชน์คุ้มค่า      เพราะระบบการจัดการศึกษาที่เราใช้อยู่มันล้าสมัย     ลงทุนมาก ได้ผลน้อย     คนที่ได้ประโยชน์มากคือผู้บริหารการศึกษาและครู  ไม่ใช่นักเรียน    เราน่าจะหันมาสนใจ นวัตกรรมการบริหารการศึกษาระดับประเทศ     หรือนวัตกรรมของระบบ (Systems Innovation)      หาทางสร้าง innovation ของตัวระบบการบริหารการศึกษาระดับประเทศ            

         ผมเห็นด้วยกับ ดร. สมเกียรติ ว่านวัตกรรมการบริหารการศึกษาที่น่าจะก้าวหน้าที่สุด คือการเอางบประมาณแผ่นดินส่วนหนึ่งไปให้เอกชนจัดบริการ     ให้แข่งกับการจัดบริการโดยโรงเรียนของรัฐ     เป็นการ benchmarking การจัดการศึกษาที่จัดโดยภาครัฐ  กับที่จัดโดยภาคเอกชน      ภาคไหนทำได้อย่างมีคุณภาพและใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพกว่าก็จัดเงินให้ภาคนั้นมาก     ก็จะทำให้ภาครัฐต้องปรับตัว     เรื่องแบบนี้ผมได้ยินมาว่า กบข. ดำเนินการอย่างน่าชื่นชม     คือแบ่งเงิน กบข. กว่าแสนล้านบาทออกเป็น ๘ กอง     กองหนึ่งบริหารจัดการเอง เพื่อหารายได้เข้ากองทุน     อีก ๗ กองมอบหมายให้บริษัทจัดการกองทุน ๗ แห่งดำเนินการ     และ กบข. คอยตรวจสอบว่ากองไหนได้รับผลประโยชน์สูงสุด     วิธีนี้ทำให้การบริหารผลประโยชน์จากเงินกองทุนมีประสิทธิผลสูงมาก     

         นวัตกรรมการบริหารการศึกษาที่สำคัญที่สุด คือ     การใช้งบประมาณแผ่นดินอุดหนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เกิดผลต่อผู้เรียนสูงสุด     โดยเปิดโอกาสให้โรงเรียนเอกชนได้มีโอกาสแข่งขันด้วย

วิจารณ์ พานิช
๒ ก.ค. ๕๐