ไหมอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองในศตวรรษที่ 21

ไหม  :  อุตสาหกรรมที่น่าจับตามองในศตวรรษที่ 21 

วิโรจน์  แก้วเรือง

สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ  

            อุตสาหกรรมไหมในประเทศเขตร้อน  ดูเหมือนว่าจะเพิ่มความสำคัญมากขึ้นในศตวรรษที่  21  จะเห็นได้จากปริมาณการผลิตรังไหมและเส้นไหม  เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วเหตุที่นำไปสู่ความเป็นจริงตามแนวความคิดนี้คือ  การผลิตเส้นไหมในอดีตจะมาจาก   ประเทศในเขตอบอุ่นและเขตหนาวโดยเฉพาะจากประเทศอุตสาหกรรม  เช่น  ญี่ปุ่น  ปัจจุบันประเทศเหล่านี้ได้ลดการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิตลง  โอกาสนี้จึงเป็นโอกาสเหมาะสำหรับแหล่งผลิตใหม่ๆ  โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อน  ซึ่งจะเป็นแหล่งผลิตไหมสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่องและตลอดไป

การกลับมาสู่ยุคไหมอีกครั้ง           

     ไหม  สมญานาม  ราชินีแห่งเส้นใย  ยังคงเป็นเครื่องแต่งกายที่ทรงคุณค่าในขณะที่เส้นใยสังเคราะห์อื่นๆ ยังคงใช้กันอย่างกว้างขวางในการผลิตสินค้าสิ่งทอ  แต่เส้นใยสังเคราะห์มีปัญหาเรื่องการดูดซับของเนื้อผ้า  ซึ่งปกติจะใช้เส้นใยไนล่อนเบอร์ 6  เพื่อลดปัญหานี้  อาจต้องปรับปรุงมาใช้       ไนล่อนเบอร์ 4  และเบอร์ 3  ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างของเนื้อผ้าลงหรือในอนาคตอาจจะต้องพัฒนาเส้นใยให้มีขนาดเล็กลงเหลือเบอร์ 2           

     ถ้าจะยึดหลักแนวความคิดนี้  จึงเป็นไปได้มากที่จะผลิตเส้นใยธรรมชาติคือ  ไหมที่มีขนาดเล็กและสามารถนำมาใช้ได้อย่างหลากหลาย  ถึงแม้ผ้าไหมที่ใช้ในการสวมใส่ค่อนข้างจะมีราคาแพง  แต่ลักษณะเฉพาะตัวของไหมทั้งด้านเนื้อผ้า  ความรู้สึกของผู้สวมใส่ตลอดจนการออกแบบที่เหมาะสมจึงทำให้ไหมเป็นที่นิยมไปทั่วโลก  การใช้เส้นใยผสมชนิดใหม่  เช่น  “Silk  Polyester”  หรือ  “Silk  Cotton”  นี่ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่ายุคไหม  จะกลับมาอีกครั้ง

ทำไมอุตสาหกรรมไหมจึงมุ่งไปสู่เขตร้อน               

     ในปัจจุบันการผลิตไหมจะควบคู่ไปกับ  การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี  กล่าวคือ  การผลิตจะเกี่ยวข้องกับพันธุ์ไหมและฤดูกาล  สำหรับประเทศในเขาตอบอุ่นและเขตหนาวการผลิตและการปรับปรุงพันธุ์  จะกระทำในฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูใบไม้ร่วง  แต่เนื่องจากมีการแข่งขันกับอุตสาหกรรมเกษตรอื่นๆ จึงต้องปรับปรุงการใช้แรงงานในการผลิต  เช่น  พัฒนาการเลี้ยงด้วยอาหารเทียมเพื่อให้มีการเลี้ยงได้หลายครั้งต่อปี  การให้อาหารโดยเครื่องอัตโนมัติเพื่อประหยัดแรงงานและลดต้นทุนการผลิต  แม้กระนั้นก็ตามการเลี้ยงด้วยอาหารเทียมก็ยังมีต้นทุนสูงกว่า  การเลี้ยงด้วยใบหม่อนหลายเท่า  การเลี้ยงไหมในเขตอบอุ่นและเขตหนาวได้พัฒนาไปถึงจุดสุดยอด  แต่เนื่องด้วยมีขีดจำกัดทางธรรมชาติ  จึงทำให้ปริมาณการผลิตลดลงไป  หรืออาจจะอยู่ในระยะการปรับตัวจาการผลิตรายย่อยมาเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ก็เป็นได้            

     การเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคที่ผู้บริโภคต้องการความแปลกใหม่  และความหลากหลายของสินค้าประกอบกับขีดจำกัดในการผลิต  การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตร้อนจึงได้เปรียบเพราะ  สามารถกระทำได้ตลอดปี ไม่มีขีดจำกัดทางธรรมชาติ  สามารถจะขยายตลาดสิ่งทอจากไหมทั้งที่ใช้พิธีและทั่วไปได้อีกมาก  ดังนั้นอุตสาหกรรมไหมในประเทศเขตร้อนจะกลายเป็น  ยุคทอง  ในศตวรรษที่ 21  ในขณะนี้หลายๆ ประเทศในเขตร้อน  ก็มีการผลิตและขยายตลาดได้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว  เช่น  อินเดียและไทย  ซึ่งเป็นสัญญาณว่า  เราก็เริ่มเข้าสู่ยุคทองของไหมแล้ว

การพัฒนาระบบอุตสาหกรรมไหมในเขตร้อน           

     ด้วยเหตุที่ว่าหม่อนสามารถเจริญเติบโตได้ตลอดปีในเขตร้อน  จึงทำให้มีการเลี้ยงและผลิตรังไหมได้ตลอดปีเช่นกัน  ดังนั้น  จึงควรที่จะนำเทคโนโลยีในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม  จากเขตอบอุ่นและเขตหนาวมาใช้และพัฒนาให้เหมาะสมกับประเทศในเขตร้อน  การเลี้ยงไหมในเขตอบอุ่นและเขตหนาวมีอุปสรรคในเรื่องอุณหภูมิต่ำในบางฤดูกาล  ต้องเก็บรักษารังไหมไว้ในสภาพที่อากาศแห้งอุณหภูมิสูงเพื่อให้มีรังไหมเก็บไว้สาวได้ตลอดปี  แต่ในเขตร้อนไม่จำเป็นต้องเก็บรักษารังไหมไว้เป็นเวลานานๆ ดังนั้น  การผลิตเส้นไหมและผ้าไหม  สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี  มากไปกว่านั้นยังลดต้นทุนในการเก็บรักษารังไหม  รวมทั้งคุณภาพของเส้นไหมที่ได้จะดีกว่า  เพราะโปรตีน  อันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเส้นไหม  ยังไม่เสื่อมคุณภาพในระหว่างการเก็บรักษารังอีกด้วย           

     ในอนาคต  การที่จะทำให้อุตสาหกรรมไหมดำเนินไปอย่างาต่อเนื่อง  จะต้องผลิตเส้นไหมตามวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้  และปัจจัยสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพเส้นไหม  คือ  พันธุ์ไหม  การเลือกพันธุ์ไหมที่ใช้ในการถักนิตติ้ง  จะต้องมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากเส้นไหมที่ใช้ในการทอผ้า  การปรับปรุงพันธุ์ไหมไม่ควรมองข้ามพันธุ์ไหมที่มีการฟักออกตลอดปี  โดยธรรมชาติ  (Multivoltine)  ซึ่งมีการปรับตัวได้ดีต่อสภาพแวดล้อมในประเทศเขตร้อน  การวิจัยต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เช่น  การทำให้ไหมปลอดเชื้อโรค  การเลี้ยงไหมวัยอ่อนให้แข็งแรง  พัฒนาเครื่องมือ และอุปกรณ์ให้ทันสมัย           

     การเลี้ยงไหมด้วยใบหม่อน  หนึ่งในความได้เปรียบของการเลี้ยงไหมในเขตร้อนคือ  หม่อนผลิตใบได้ตลอด  ทำให้สามารถเลี้ยงไหมได้หลายครั้งในรอบปี  ดังนั้น  จำเป็นต้องคัดเลือกพันธุ์หม่อนที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี  และแพร่กระจายจนเป็นที่ยอมรับของเกษตรกร  แต่หม่อนจะอ่อนแอเมื่อมีการตัดแต่งกิ่ง  เพื่อนำใบไปเลี้ยงไหมบ่อยครั้ง  จึงจำเป็นที่จะต้องใช้พันธุ์หม่อนที่สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยท่อนพันธุ์  ในกรณีต้องปลูกใหม่เพื่อทดแทน  ในการเลือกพันธุ์หม่อนต้องระวังการนำพันธุ์หม่อนมาจากแหล่งอื่น  เพราะมีโอกาสแสดงความอ่อนแอต่อสภาพแวดล้อม  นอกจากนี้การเขตกรรมที่ถูกต้องสำหรับการตัดแต่งกิ่งปีละหลายครั้ง  จะต้องวิจัยและพัฒนาต่อไป           

     เส้นไหม  :  อุณหภูมิสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของเส้นไหม  ดังนั้นรังไหมที่ได้ควรรีบต้ม  สาว  ทำให้แห้ง  แล้วเก็บรักษาไว้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม  การเจาะรังของผีเสื้อไหมจะเป็นปัญหาหนึ่ง  ในการลดประสิทธิภาพของเครื่องสาวไหม  แต่ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยการนำรังไหมไปเก็บในถุงที่อากาศผ่านเข้าออกไม่ได้  ดักแด้จะตายเพราะขาดออกซิเจนวิธีนี้จะให้ผลดีกว่าการอบรัง  เพราะจะไม่ทำให้รังไหมร้อน  คุณสมบัติของเส้นใยจะเสื่อมน้อยกว่าและที่สำคัญคือ  ทำให้สาวออกง่าย  เส้นไหมดิบที่สาวได้จะไม่เป็นแผ่นผลึกเหมือนกับเส้นไหมที่สาวด้วยกรรมวิธีอบแห้งก่อนสาว

ถึง...ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไหมในเขตร้อน           

     อุตสาหกรรมไหมในเขตร้อน  จำเป็นต้องมีรูปแบบของตนเอง  แน่ล่ะ!  ภูมิอากาศย่อมมีความแตกต่างกันในแต่ละท้องที่  แม้แต่ในเขตร้อนด้วยกัน  ดังนั้นจึงต้องการทักษะในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่ต่างกันในแต่ละกรณีเช่น  การเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมในแต่ละท้องถิ่นหวังว่าผู้เกี่ยวข้องและนักวิชาการหม่อนไหมทุกท่าน  คงจะดำเนินการต่อไปจนได้ผลผลิตที่มีลักษณะเฉพาะตัวไปใช้ประโยชน์ได้เฉพาะอย่างเพราะ  ผลผลิตที่ไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวย่อมจะมีคุณค่าอยู่ได้ไม่นาน  แม้ว่าการผลิตไหมในเขตอบอุ่นและเขตหนาวจะมีต้นทุนการผลิตต่ำ  สำหรับโรงงานขนาดใหญ่  แต่ก็ไม่มีผลมากนัก  ในการแข่งขันกับเส้นใยสังเคราะห์อื่นๆ  สิ่งที่ต้องการคือ  ความแตกต่างระหว่างเส้นใยทั้งสอง             

     Alvin  Toffer  ผู้ประพันธ์  “third  Wave”  ได้ทำนายไว้ว่า  สังคมในอนาคตจะขึ้นอยู่กับพลังงานธรรมชาติ  จะหมดความต้องการสินค้าที่ผลิตได้คราวละมากๆ  แต่จะหันไปสนใจสิ่งที่ผลิตได้ทีละชิ้น ในอนาคต  ไหม  จะถูกนำไปผลิตสินค้าได้อย่างหลากหลายและเชื่อว่าอุตสาหกรรมไหมในเขตร้อน  จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนชาวโลกได้อย่างเพียงพอตลอดไป  ขอให้ผู้เกี่ยวข้องทุกท่านได้ช่วยกันหาทักษะเฉพาะที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม  และสภาพภูมิอากาศต่างๆ ในเขตร้อน อย่าได้ลังเลใจที่จะค้นคว้าหาแนวทางการใช้ประโยชน์จากไหมในสายทางใหม่ๆ เพื่อให้ไหมครองความเป็น ราชินีแห่งเส้นใย  และไหมไทยครองความเป็น ราชินีแห่งไหม ต่อชาวโลกตลอดกาล           

     โอกาสนี้ ขอแสดงความยินดีกับนายสมโพธิ อัครพันธุ์  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยหม่อนไหม ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมหม่อนไหมของไทยไปสู่ยุคทอง  จนได้รับรางวัล  หลุย  ปาสเตอร์  สาขาหม่อนไหม  ประจำปี  2533  

เอกสารประกอบการเขียน           

     Shikata,M.,  Furusawa,T.,  and  Indrasith,  L.,(1989)  Tropical  Serriculture : A  Key    Industry  of  the  21st  Century.  Sericologia.  28(4)  :  489-492