เรื่องพระดำรัสของพระพุทธเจ้านั้น ปรากฏเท่าไรก็มีเท่านั้นจริงๆ เพราะพระองค์ตรัสไว้บริบูรณ์ทุกอย่างแล้ว กระชับและไม่ขาดไม่เกิน น่าอัศจรรย์
<p>
เวลาที่อ่านพุทธวจนะ พึงกำหนดสติตรวจดูจิตของตนว่า จิตของเราประกอบด้วยวิจิกิจฉาไหม? ลังเลสงสัยในถ้อยนั้นความนี้ไหม? หากว่ามี พึงกำหนดรู้ และชำระเสียว่า ความลังเลสงสัยนั้น ไม่ประกอบด้วยคุณ มีโทษมาก เพราะกระทำสิ่งที่ชัดให้เฝือ กระทำสิ่งที่มั่นคงให้ปรากฏว่าหวั่นไหว กระทำสิ่งที่ตรงให้ปรากฏว่างอ นี่คือโทษของวิจิกิจฉา.
ก็การอ่านที่ชำระวิจิกิจฉาลงเฉพาะหน้านั้น จะทำให้ทิ้งความลังเลในเนื้อธรรมได้ แล้วทรงจำสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ได้ตรง นี่คือการสะสมสุตตะ ซึ่ง หากไม่ชำระวิจิกิจฉาลง เราก็จะนำความคิดเห็นของเราเข้าไปปน แล้วเข้าใจเอาเอง คิดเอาเอง แล้วก็จำเอาสิ่งที่มันผิดพลาดไป เพราะเราทำต้นฉบับที่ผิดพลาดไว้ในหน่วยความจำของเราในตอนบันทึกข้อมูล.
ก็การอ่านรอบแรก หากว่ามีคำศัพท์ไหนที่เรายังไม่รู้ทั่วถึง ก็ไม่พึงกังวลว่า เราไม่รู้ ให้อ่านไปให้จบ รู้เรื่องแค่ไหนเอาแค่นั้น. เมื่อผ่านระยะกาลไปสักระยะหนึ่ง ก็กลับไปอ่านอีก ซึ่ง การอ่านรอบต่อมา พื้นฐานจิตเราจะเปลี่ยนไป เพราะเราผ่านประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ส่วนไหนที่พระสูตรเข้ากับชีวิตจิตใจของเราที่เราผ่านมาเองแล้ว เราก็จะเข้าใจ ก็ทรงจำไว้ แต่ตอนจำก็จำไว้เฉยๆ.
เนื้อเรื่องของพระพุทธวจนะมีแค่นั้นจริงๆ คือ พระองค์ตรัสเพื่อให้เราสิ้นสงสัย ย่อมตรัสด้วยปัญญาอันเต็มเปี่ยมแล้ว หากเราไม่กระทำการชำระความลังเลสงสัยลง เราก็จะทำให้ฟั่นเฝือไปได้ และจินตามยปัญญาก็จะผิดพลาด เมื่อสุตตะรับมาผิดพลาด.
แต่ เรื่องนิสัยในการอ่านการฟังประเภทนี้ ที่เจือไปด้วยความลังเลสงสัยในเฉพาะหน้าๆนั้น มีปรากฏอยู่ทั่วไป หากไม่ได้กัลยาณมิตรแนะนำแล้ว ก็ไม่อาจจะรู้วิธีการกระทำไว้ในใจโดยแยบคายว่า การอ่าน การฟัง พึงกำหนดใจไว้อย่างไร การยืนเดินนั่งนอน พึงกำหนดใจไว้อย่างไร การพูด การสนทนา พึงกำหนดใจไว้อย่างไร?
ก็เมื่อได้รับคำแนะนำแล้ว เห็นโทษเฉพาะหน้าในจิตของตน ก็แก้ที่จิตของตนเท่านั้น ในการกำหนดท่าทีของเราต่อสิ่งที่อยู่เฉพาะหน้าๆนั้น หากเรากำหนดท่าทีได้ถูกต้อง มันก็ไม่เป็นปัญหา ไม่ก่อทุกข์ ไม่ก่อความสงสัย.
ปัญหาจริงๆที่ปรากฏในการเรียนรู้คือนิวรณ์๕ นั่นล่ะตัวปัญหา. การอ่านธรรม การฟังธรรม แม้กระทั่งพระภิกษุนั่งฟังธรรมเฉพาะหน้าพระพุทธเจ้า ท่านเหล่านั้นเอาหูฟังเสียง แต่ใจจ้ออยู่กับการเพ่งเล็งนิวรณ์๕ เพื่อชำระจิตตน. พระพุทธเจ้าก็เทศน์เพื่อให้เป็นเครื่องเทียบเคียงสติ เมื่อภิกษุขวนขวายชำระนิวรณ์๕เฉพาะหน้าพระองค์ พระองค์ก็แสดงธรรมเพื่อบรรเทาเบาบางความสงสัย ภิกษุก็ปล่อยจิตไปตามกระแสธรรม ธรรมนั้นเหมือนเรือพาแล่นข้ามทะเลแห่งความสงสัย ถอนจิตภิกษุนั้นขึ้นจากเปลือกตมได้ ข้ามโอฆะได้ในฉับพลันทีเดียว. นี่เป็นเรื่องของโยนิโสมนสิการ. </p><p>
โยนิโสมนสิการ เป็นอาการของผู้มีปัญญา เราก็พึงระลึกถึงโยนิโสมนสิการนั้นล่ะว่า ในการกระทำสิ่งต่างๆ การรับรู้ทางอายตนะทั้งหลาย ก็กระทำโยนิโสมนสิการไว้ เพื่อชำระนิวรณ์๕ ชำระกิเลส๓ ตัณหา๓ ตามแต่อัธยาศัยจะเจาะจง. </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การกำหนดรู้ลมหายใจว่า หายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว …
ความว่ารู้ชัด กับความว่าสตินั้น ก็อันเดียวกันนั้นเอง จะต่างก็แต่อาการเท่านั้น.
คือ พระพุทธเจ้าตรัสความว่า “รู้ชัด” เพื่อให้เป็นเครื่องเปรียบเครื่องอ้างว่า ให้เจริญสตินั้นขึ้นไปจนถึงอาการนั้น จึงใช้ได้.
เพราะธรรมดาแล้ว การเจริญสติในช่วงแรกๆนั้น สติจะไม่ชัด จะผิดๆพลาดๆ พร่าๆมัวๆ จับผิดจับถูก มันก็ปรากฏอาการว่าระลึกอยู่ รู้อยู่จริง แต่มันไม่ชัด. แล้วเรียกว่ามันเป็นสติไหม? ก็เป็นสตินั่นล่ะ เป็นสติในสภาพปกติของเราว่า กำลังสติในตอนนั้นของเรา ตามเป็นจริง มีกำลังแค่นั้น คือ พร่าๆมัวๆ ผิดๆพลาดๆ.
ก็เมื่อกำหนดสติไว้กับลมหายใจ พระพุทธเจ้าก็ให้ใช้เป็นอุบายเพื่อเจริญสติ. อย่างไรจึงเรียกว่าเจริญสติ?
เปรียบเหมือนการปลูกพืชต้นเล็กๆไว้ เรียกมันว่าต้นไม้เล็ก เพราะความที่มันยังเล็กอยู่ และเรารู้ชัดว่า ต้นไม้นี้ ยังจะเจริญโตต่อไปได้ ถึงความไพบูลย์เต็มที่ สูงสิบหรือสิบห้าเมตร แผ่กิ่งก้านสาขา มีใบดกครึ้มแล้ว ย่อมสามารถออกดอกและผลตามที่เราปรารถนาได้.
ถามว่า ต้นไม้เล็กนั้นเรียกว่าต้นไม้ไหม? ก็เรียกว่าต้นไม้.
แล้วต้นไม้ใหญ่จากต้นเล็กนั้นล่ะ เรียกว่าต้นไม้ไหม? ก็เรียกว่าต้นไม้. แล้วต้นไม้เล็กกับต้นไม้ใหญ่ แตกต่างกันตรงไหน? ก็แตกต่างตรงที่มันเล็กกับมันใหญ่ แต่มันก็ต้นไม้นั่นล่ะ.
เล็กกับใหญ่มันต่างกันอย่างไร? ก็ต้นไม้เล็ก ไม่อำนวยดอกและผล ส่วนต้นไม้ใหญ่นั้น อำนวยดอกและผลได้. ต้นไม้เล็กเป็นเบื้องต้นของต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ใหญ่เป็นเบื้องปลายของต้นไม้เล็ก.
แม้สติเองก็เช่นกัน มีอาการระลึกและรู้. ซึ่ง ตอนแรกๆ มันก็ระลึก แล้วก็รู้แบบเล็กๆ มีอาการพร่ามัว เรียกว่ารู้แบบมัวๆ รู้แบบไม่ชัด. ผลของการรู้ไม่ชัดคืออะไร คือ ไม่อาจอำนวยผลสำเร็จให้ปรากฏ ประดุจดังต้นไม้เล็กๆ ไม่อาจอำนวยดอกและผลตามปรารถนาได้.
แล้วความประสงค์ของคนเจริญสติคืออะไร คือ ต้องการให้ผลของสตินั้นมันอำนวยออกมาตามปรารถนา จะใช้เป็นบาทแห่งฤทธิ์ก็ดี เพื่ออยู่เป็นสุขก็ดี เพื่อการงานในการพิจารณาธรรมก็ดี ชำระกิเลส ตัดกิเลสก็ดี นั่นคือดอกและผลของสติที่โตเต็มที่แล้วจะสามารถทำได้ แต่สติเล็กๆทำไม่ได้.
แล้วทำอย่างไรสติเล็กๆ พร่าๆมัวๆนั้นมันจะโต? ก็ต้องได้ทำให้มันเจริญ เหมือนอย่างการทำต้นไม้เล็กๆให้เจริญ.
แล้วเมื่อสติเจริญขึ้นแล้ว มันจะเจริญไปแค่ไหน ถึงจะรู้ได้ว่ามันอำนวยผลได้แล้ว? พระพุทธเจ้าก็บอกว่า จนมันปรากฏว่ารู้ชัด. คือ ระลึกปุ๊ปก็รู้ และชัดเจนแจ่มใส ไม่พร่ามัว.
เมื่อเจริญอานาปานสติอยู่ ระลึกรู้ลมหายใจ ด้วยหมายว่าจะเจริญสติ คือ จะทำสติให้มันเติบโตขึ้นจนถึงความไพบูลย์โดยอาศัยลมหายใจเป็นเครื่องเทียบเคียงส่งเสริม. เหมือนอย่างชาวสวน รดน้ำและใส่ปุ๋ยต้นไม้ตามโอกาสอันเหมาะสม เพื่อส่งเสริมต้นไม้เล็กให้โตขึ้นจนถึงความไพบูลย์ เรียกว่า ทำให้มันเจริญ.
แม้สตินี้ก็เช่นกัน ระลึกรู้กับลมหายใจ มีลมหายใจเป็นปุ๋ย เป็นเครื่องเปรียบสติ เพื่อรู้ว่า สติเล็กหรือใหญ่แค่ไหนแล้ว. หากมันเล็ก มันก็จะรู้ว่าหายใจอยู่ แรกๆอาจจะหายใจเข้ารู้ว่าเข้า ออกรู้ว่าออก มีระลึกก่อนจริงบ้าง เร็วกว่าบ้าง ช้ากว่าบ้าง เรียกรวมๆว่า มันพร่าๆมัวๆ ฟั่นๆเฝือๆอยู่ แต่มันละไม่ห่างไป.
ก็เพราะอาศัยการตามระลึก เพียรเพื่อให้มันทันกันกับของจริงนั้นล่ะ จากที่ผิดพลาดเมื่อตามระลึกลมได้สองสามรอบ ก็ชำนาญขึ้น คือ ได้สิบรอบลมแล้วจึงเผลอจึงพร่า แต่นั้นก็พัฒนาเป็นร้อยลม พันลม จนไม่มีผิดพลาดเลย ไม่มีช่องว่าแห่งความผิดพลาดเลยแห่งการระลึกรู้ ก็เรียกได้ว่า มันชัดเจนใช้ได้ ไม่ฟั่นไม่เฝือ รู้ตรงตามจริงแล้ว.
ซึ่ง อาการที่รู้ชัดแห่งสตินี้ เมื่อตามลมหายใจไป มันจะนำไปสู่ไหน? มันก็จะเห็นลมตั้งแต่หายใจแรกๆสั้นๆ ออกสั้น เข้าสั้น กระชั้นๆ เพราะเราตั้งใจมากไป รู้สึกอึดอัดมาก ไม่น่าใคร่ไม่น่ายินดี.
เมื่อไม่หยุดอยู่ ยังระลึกรู้ลมหายใจนั้นเนืองๆ มันก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรง แรงลมจากที่หนักและสั้น ก็จะกลับเบาลงและยาวขึ้น ยาวขึ้น ยิ่งลมยาว น้ำหนักก็ยิ่งเบา ท่านเรียกว่าละเอียด.
ก็เมื่ออาการของลมเปลี่ยนไปอย่างนั้น ก็ไม่ละความเพียรในการเจริญสติ เพราะระลึกรู้ว่าหากหยุดใส่ใจปั๊ป มันจะตามไม่ทัน แล้วฟั่นเฝือทันที ก็ถือว่า เจริญไปไม่ถึงเป้าหมาย ยังเป็นขั้นที่ใช้ไม่ได้ในการงานที่เราจะใช้ แต่ แม้จะอย่างนั้น ทางด้านความสุข มันก็สุขกว่าสภาพหายใจปกติทีเดียว.
ก็เมื่อตามลมยาวนั้นไปอยู่ รู้ชัดในลมยาว ทั้งเข้าทั้งออก ไม่มีผิดพลาด ไม่คิดไปล่วงหน้า ไม่คิดไปช้ากว่า จากที่ต้องอาศัยการระลึก (การระลึกคือ จินตะวิสัย) มันก็ไม่ต้องได้ระลึก แต่มันปรากฏอาการว่ารู้ต่อเนื่องกันขึ้น มันก็ชัดขึ้นๆ รู้ชัดว่า ลมมันเบาลงๆ ก็ไม่ทำจิตให้แปรไปว่า เราจะตาย หรือเราจะพิกลพิการอะไร เพราะระลึกรู้ว่า นี่เป็นอาการธรรมดาของลมหายใจที่ฝึกดีแล้ว.
ลมหายใจเบาเข้า หากว่าร่างกายไม่ได้ใช้ในการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ การใช้พลังงานของกายก็ไม่มีความจำเป็น ลมหายใจจะน้อมเข้าไปสู่ความดับ เพราะกายไม่จำเป็นต้องได้ใช้พลังงานในกิจกรรมต่างๆ การเผาผลาญอาหารจะน้อยลงๆ
มันจะใช้พลังงานแค่พอสนับสนุนในการหายใจเท่านั้น ซึ่งก็จะเบาลงๆ จนดับไป. สติ ณ ที่ตรงนั้น เรียกระดับแห่งกำลังของมันว่า จตุตถฌาน. เป็นบาทเป็นฐานแห่งฤทธิ์ อ่อน ควรแก่การงานทั้งปวง จะน้อมไปใช้ในกิจการใดๆก็ได้ นี่เรียกว่า สติที่รู้ชัด. เป็นสติที่เจริญเต็มที่แล้ว.
ไม่ใช่แต่อานาปานสติเท่านั้น แม้จะเจริญกรรมฐานด้วยหมวดอื่นๆ ก็เช่นกัน ตัวกรรมฐานนั้นเป็นแค่เครื่องอาศัยเกาะ เทียบเคียงอยู่ของสติเท่านั้น เพื่อใช้สติมันเจริญขึ้นไป จนถึงความไพบูลย์แห่งสติ ซึ่งเรียกว่า รู้ชัด.
ที่ความไพบูลย์ของสตินั้น เรียกมันว่าอะไร? ก็เรียกมันว่า สมาธิ. คือ เหมือนถ่านไฟฉายที่บรรจุพลังงานไว้ พร้อมใช้งาน แต่ยังไม่ได้ใช้งาน นี่เรียกว่าสมาธิ คือ พร้อมใช้งานละ ตั้งมั่นพรั่งพร้อมอยู่ตลอด.
และสมาธินั้นล่ะ เมื่อนำไปใช้ประโยชน์แก่การงาน ท่านก็เรียกชื่อมันว่า ปัญญา. เพราะนำไปใช้งานแล้ว สำเร็จประโยชน์ ซึ่ง มันก็มาจากสตินี้ล่ะ สติในขั้นสมาธินั้น อาศัยอยู่กับความสงบ ความนิ่ง ความมีอารมณ์เดียว แต่สติในขั้นปัญญานี้ อาศัยไปกับกิจกรรมต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีเงื่อนงำที่จะทำให้สติที่คมชัดนั้น ปรากฏว่าพร่ามัวหรือเลือนหายไปได้เลย.
สตินั้นล่ะ เจริญขึ้นได้ด้วยอาศัยความเพียรอบรม. ความเพียรนั้นล่ะ เจริญขึ้นได้เพราะอาศัยศรัทธาอบรม. ศรัทธานั้นล่ะ เจริญขึ้นได้เพราะอาศัยทิฏฐิอบรม. สมาธินั้นล่ะ เจริญขึ้นได้เพราะอาศัยสติอบรม. ปัญญานั้นล่ะ เจริญขึ้นได้เพราะอาศัยสมาธิอบรม.
สมาธิและปัญญาอาศัยกันและกัน เหมือนถ่านไฟฉาย เมื่อใช้พลังงานหมดแล้ว หากยังดึงดันจะใช้ มันเกินกำลัง มันก็เป็นสภาพทุกข์ ไม่อำนวยประโยชน์ตามประสงค์ เมื่อไม่อำนวยประโยชน์ ก็เรียกว่า ไม่มีปัญญา. เพราะอย่างนั้น ตัวปัญญาจึงพิจารณาดูได้ด้วยความว่า อำนวยประโยชน์ให้สำเร็จหรือไม่ก็ได้ด้วย. ผู้มีปัญญาจึงมีปกติเห็นคุณและโทษแห่งสิ่งต่างๆอยู่ทุกขณะ จะมุ่งใช้สอยจิตไปในทางใดก็รู้แจ้งชัดในคุณและโทษแล้ว สามารถใช้จิตนั้นให้สำเร็จประโยชน์ดังประสงค์ได้ จึงเรียกว่าปัญญา.
ทีนี้ พอใช้กำลังสมาธิหมดไปแล้ว ก็ต้องได้เติมใหม่ ด้วยการเจริญสติขึ้นอีก จนมันเต็มขีดอยู่ทีฌาน๔ หากชาร์จสติเต็มแล้ว ถ้าไม่ได้ใช้ในงานภายนอก ก็ให้มันดำรงอยู่อย่างนั้น ก็เรียกว่าเป็นสมาธิเครื่องอยู่ผาสุก เป็นวิหารธรรม.
ทีนี้ ในท่านผู้มีปัญญามากๆ ท่านสามารถเซ็ตโปรแกรมชาร์จสติอัตโนมัติ เหมือนอย่างที่มอร์เตอร์ไซค์ใช้ไฟแสงสว่างของมันจากการปั่นไฟด้วยล้อของมันเอง ไม่ต้องจอดแล้วถอดแหล่งพลังงานไปชาร์จ เรียกว่า พร้อมใช้งานอยู่เสมอ. นี่เขาก็เรียกว่าเป็นปัญญามาก ที่พร้อมจะอำนวยประโยชน์ตามประสงค์อยู่เสมอ.
การชาร์จสติอัตโนมัตินั้น เกิดขึ้นก็เพราะอาศัยการอบรมสติอยู่กับทุกอิริยาบถ ไม่มีจุดโหว่แห่งการเจริญสติเลย เจริญสติไว้ในอิริยาบถใดก็ชัดเจนๆไปตลอดๆ ไม่มีช่องว่างที่จะเผลอเลย นี่ท่านก็เรียกว่าเป็นอนันตริกสมาธิ.
เมื่อบุคคลเจริญสติได้เต็มที่แล้ว ก็จะเข้าถึงความบริบูรณ์เป็นอนันตริกสมาธิ เป็นพระอรหันต์. ส่วนความสามารถในการใช้งานสตินั้น มีอยู่ไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล. ขึ้นอยู่กับความใส่ใจ ความสนใจ คืออัธยาศัย ใครฝึกมาทางใด ชอบทางใดก็ใช้ประโยชน์ไปทางนั้น.
บางองค์ ใช้สติในการตัดกิเลสเท่านั้น ไม่สามารถประยุกต์ใช้กับงานอื่นๆ ก็เป็นสุกขวิปัสสโก. คือ สติพร้อมใช้งานกำจัดกิเลสอยู่เสมอๆ ไม่มีช่องว่างให้กิเลสได้งอกเงยขึ้นมาเลย ไหลต่อเนื่องไม่ขาดสาย.
บางองค์ ใช้สติที่ฝึกแล้ว ในประโยชน์ของวิชชาที่เหลืออีกสองอย่างได้ บางองค์ใช้ในวิสัยอภิญญา ปฏิสัมภิทา ใช้อย่างพระมหาสาวก เอตทัคคะสาวก อัครสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
การหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว หายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว. ก็คืออย่างนี้ล่ะ
พระพุทธเจ้า รู้คุณแห่งอานาปานสติ ย่อมเจริญอานาปานาสติไปในทุกอิริยาบถ ลมหายใจของพระองค์จึงละเอียดและบางเบา ไม่ก่อความลำบากให้แก่ร่างกาย ย่อมมีร่างกายสดชื่นอยู่เสมอ ดุจดอกปทุมที่เบ่งบานเต็มที่ที่ไม่มีความร่วงโรยมาเจือ ร่างกายของพระองค์ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกๆกิจกรรม. ไม่มีใครเกินไปกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว.
ท่านผู้ใด เจริญอานาปานสติ กระทำให้ต่อเนื่อง ให้เป็นวิหารธรรมไปในทุกกิริยาอาการ ทุกอิริยาบถ ผู้นั้นก็จะได้ร่างกายที่สดชื่นเช่นกัน กระปรี้กระเปร่าเช่นกัน.
อันนี้ก็สักแต่ว่าเขียนเล่าไปตามอำนาจแห่งจินตนาการ แต่ก็ไม่สงสัยด้วยนัยแห่งจินตามยปัญญา จึงกล่าวว่า ไม่ลังเลสงสัยในเรื่องนี้พอจะใช้เป็นเครื่องอบรมตนได้ แม้ไม่ต้องปรึกษากับใครๆ ขอเพียงได้ยินได้ฟังจากพระพุทธเจ้าเท่านี้ก็พอแล้ว.
หัวใจสำคัญก็ยังอยู่ที่ กระทำเนืองๆอยู่เหมือนเดิม. การระลึกรู้ลมหายใจเข้าออก หากขาดการระลึกรู้เนืองๆแล้ว สติก็ขาดห้วงไป ไม่เติบโต. แต่ทุกสิ่งที่ทำแล้ว ไม่ไร้ผลสักอย่าง สติที่เจริญแล้ว แม้ช่วงลัดนิ้วมือเดียว ก็มีประโยชน์มากกว่าไม่เจริญมันเลย.
และสติเล็กๆที่เจริญขึ้นนิดเดียวนั้นล่ะ มันจะพอกพูนขึ้น นำไปสู่ความไพบูลย์. พระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นธรรมทั้งปวงอย่างละเอียด สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏโดยความเป็นสิ่งเล็กน้อยทั้งนั้น อาศัยสิ่งเล็กน้อยทั้งนั้นเกิดขึ้น พระองค์จึงไม่สอนให้ดูหมิ่นสิ่งเล็กน้อยเหล่านั้น. </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>
I would like to describe what I want to say, but I am not comfortable in writing in Thai. I was born in Lao, but I went to school in Thailand for six years. I left Lao-Thai too long, and I forgot how to write Thai.
ขอโทษที่ผมเขียนภาษาไทยไม่ค่อยเกร่ง แต่ชอบอ่าน และึเข้าใจที่คุณกำลังสื่อพระธรรม เป็นธรรมะที่ลึกซึ่ง แต่เข้าใจไม่ยากที่ึคนมีสัททาและความเพียร
ขออนุโมทนากับบทความธรรมะด้วยครับ
เพื่อให้สอดคล้องกับบทความผมขอแนะนำ website
http://www.watjagdang.com/SOUND-WMA/wma-sombat/poottakon/Poottakon.htm
PI