การพิจารณาอยู่เนืองๆ   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความพยายามในการพิจารณา การเรียบเรียงความคิด. แม้เมื่อพยายามอยู่ก็ไม่ได้ทำอย่างลวกๆแบบขอไปที ผิดๆพลาดๆมากๆ อย่างนั้นไม่ดีไม่เป็นประโยชน์.

ตัวปัญญา เกิดขึ้นจากอารมณ์    ความละเมียดละไม ละเอียดรอบคอบ จัดระเบียบความคิดจำแนกสุตตะที่ได้รับมาแล้วนั้นให้เป็นระเบียบ   เมื่อจัดเป็นระเบียบดีแล้วจะหยิบจับขึ้นมาพูดถึง นำมาใช้ ก็ผูกร้อยเชื่อมโยงกันได้ ไม่ผิดพลาดหรือผิดพลาดน้อยๆ. ซึ่ง หากรีบร้อน ผลีผลามแล้วนิสัยปัญญาก็ไม่เกิด

เปรียบเหมือนการจัดข้าวของในบ้านเรือนเราเองหากกระทำรีบร้อน ทำแบบลวกๆ กวาดๆแบบขอไปที ซุกๆข้าวของไว้มุมนั้นมุมนี้สักแต่ว่าให้มันพ้นสายตา ไม่ใช่ให้มันเป็นระเบียบ เพื่อให้หยิบจับใช้สอยได้ถึงคราวจะใช้สอยสิ่งใด ก็ค้นหาไม่เจอ ทั้งที่ทำอาการเหมือนจัดระเบียบแล้วแต่มันไม่เป็นระเบียบ มันก็ใช้ไม่ได้ ไม่เป็นประโยชน์ แม้ทำอยู่เป็นร้อยเป็นพันปีก็ไม่เกิดประโยชน์.

การสะสมสุตตะมานั้น มันมีทั้งสุตตะที่ผิดพลาด ถูกตรง.มีทั้งสุตตะที่เป็นคุณ ทั้งสุตตะที่เป็นโทษ. เมื่อจะจัดระเบียบสุตตะก็ต้องได้พิจารณาสุตตะ คือ เรื่องที่เราฟังมา อ่านมานั้นๆล่ะ ว่านี้เป็นความผิดพลาด หรือถูกตรง นี้เป็นคุณหรือโทษ.ขั้นนี้เรียกว่าเป็นจินตามยปัญญา.เทียบเคียงเอาด้วยเหตุด้วยผล.

เมื่อพิจารณาด้วยจินตาอยู่นั้นเอง   สุตตะที่คละเคล้าก็จะจำแนกออก เกิดความรู้ชัดว่า สุตตะไหนเป็นคุณในโอกาสไหนโทษในโอกาสไหน อันไหนผิดพลาดตรงไหน ถูกตรงตรงไหน สามารถจำแนกออกกล่าวได้หมดและกล่าวได้อย่างพลิกพริ้วยิ่งกว่าวิสัยแห่งสุตตมยปัญญา ซึ่งมีวิสัยเพียงการทรงจำได้ว่า สูตรไหนอยู่ตรงไหนว่าอย่างไรแต่ไม่อาจจำแนกออกได้ด้วยวาทะของตนเอง.

เมื่อจำแนกออกไม่ได้ด้วยวาทะของตนเองไม่อาจทำสุตตะนั้นให้พิสดารได้โดยนัยอื่นๆ รู้เพียงนัยตามที่ปรากฏตามที่คนอื่นกล่าวมา การน้อมเข้าสู่ตนก็จะเป็นไปได้ยาก. เพราะอย่างนั้นสุตตะที่รับมาแล้ว พึงพิจารณาด้วยจินตะ เมื่อพิจารณาดีแล้วมันจะซึมสิงเข้าไปในสายเลือด ในจิตวิญญาณ คือ ปรากฏว่าบันทึกไว้ในสัญญาเกิดเป็นสัญญาประเภทต่างๆ

หากเจริญให้มากยิ่งขึ้นในจินตะนั้นเอง กระทำเนืองๆก็จะเกิดเป็นสัญญา ซึ่งเป็นบาทเป็นฐานแห่งญาณทั้งปวง และเรียกได้ว่าเป็นขั้นภาวนามยปัญญา เข้ารู้ได้กับของจริงๆ สติจดจ่อลงปัจจุบันและพลิกผันรวดเร็วยิ่งไปกว่าวิสัยแห่งจินตะอีกมาก มันพลิกพลิ้วไปเป็นธรรมชาติไม่ติดไม่ขัดกับอะไร. มันแล่นรู้คู่เคียงกับธรรม เท่าทันกันไปๆและจิตที่มีอาการอย่างนั้น ย่อมไม่ติดไม่ขัดจึงไม่เกิดอาการบีบคั้น

ความบีบคั้นคือทุกข์จิตที่มีปัญญาถึงขั้นภาวนามยปัญญาแล้ว ย่อมไม่มีทุกข์แปะเปื้อน.ส่วนจิตที่มีปัญญาในขั้นจินตะอบรมนั้น ก็ยังมีที่ติดขัดอยู่บ้างในส่วนที่จินตะเข้าไปไม่ถึงแต่ก็มีวิสัยกว้างกว่าสุตตมยปัญญามาก.

การตอบที่ไม่รีบร้อนไม่ผลีผลาม ก็คือการเจริญสุตตมยปัญญา โดยอาศัยสุตตะเป็นฐาน  อาศัยคู่สนทนามากระตุ้นจิตให้พิจารณา ทำเนื้อเรื่องให้ต่อเนื่องไปทำให้เกิดการจัดระเบียบความคิด ความทรงจำ.

สัญญาต่างๆที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นต้นว่า วิราคสัญญา นิโรธสัญญา อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา …เป็นต้น. เหล่านี้เจริญขึ้นได้โดยอาศัยจินตะนำไปทั้งนั้น คือ จินตะบ่อยๆ นานๆเข้ามันก็กลับกลายไปเป็นภาวนา เมื่อมันปรากฏว่าเป็นสัญญาแล้วมันก็หมุนของมันไปเอง.

ธรรมชาติของสัญญา พระพุทธเจ้าอุปมาว่า ดุจพยับแดดมันจะมืด มันจะสว่างอย่างไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบังคับควบคุมของเรา.สัญญามีอาการว่าอย่างไร มันก็หมุนไปตามสัญญานั้นๆ.

สัตว์ในโลกนี้ บางตัวเป็นผู้ยินดีในกาม หมกมุ่นในกาม ย่อมสะสมสุตตะเกี่ยวกับกาม และพิจารณาคิดคำนึงถึงแต่กาม จิตของเขาย่อมเกิดกามสัญญา และโคจรไปในกามเรียกว่าจิตเป็นกามาวจร เป็นผู้ข้องอยู่เนืองๆด้วยกาม. เมื่อกามสัญญาพัดผันไปเขาย่อมไม่มีกำลังอำนาจที่จะต้านทานได้ และลักษณะการหมุนไปแห่งสัญญานั้นเองก็คือเรื่องของวิบาก. ลักษณะการหมุนไปแห่งสังขาร เป็นเรื่องของกรรม.ลักษณะการหมุนไปแห่งเวทนา เป็นเรื่องของการเสวยผลแห่งกรรม.ลักษณะการหมุนไปแห่งวิญญาณเป็นเรื่องของการให้อาหารคือปัจจัยหล่อเลี้ยงการหมุนของสามจักรนั้น(คือ สังขารสัญญา เวทนา ปรากฏว่าตั้งอยู่ได้เพราะอาศัยมีวิญญาณเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงไว้).

อสุภสัญญา ก็เกิดจากอสุภสุตตะสะสมสุตตะ ได้ยินได้ฟังคนอื่นเขาเล่ามา เขียนมาว่า การเจริญอสุภะพึงกระทำอย่างนั้นๆผลของอสุภะจะมีผลอย่างนั้นๆ เมื่อทรงจำได้ ก็นำมานึกถึง ก็เป็นการหมุนไปแห่งจินตะ.เมื่อจินตะในซากอสุภะยังปรากฏไม่หนาแน่น ก็ยังไม่เกิดอสุภสัญญาคือ หยุดจินตะเมื่อใดมันก็หายไปเมื่อนั้น แต่เมื่อจินตะมากพอ ถึงขีดถึงที่แล้ว ปรากฏเป็นอสุภสัญญาแม้ไม่ใช้ความพยายามในการจินตนาการว่า ซากสัตว์เบื้องหน้าหรือคนเบื้องหน้าเป็นอสุภะ มันก็จะหมุนไปเอง แค่มองเห็นคนหรือสัตว์มันก็ปรากฏว่าสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้านั้น เป็นร่างกระดูกบ้าง เป็นซากขึ้นอืดบ้างแขนขาขาดเป็นท่อนๆ เลือดไหลโทรมบ้าง. ทั้งหมดนั้น ก็ปรากฏเพราะอาศัยการจินตะคือการนึกถึง. เมื่อปรากฏเป็นสัญญาแล้ว ก็เรียกได้ว่า มันเป็นภาวนาไปแล้วมันอบรมกันเองด้วยธรรมเราไม่ต้องได้พยายามมากแล้วตอนนั้น.

เมื่อพิจารณาสิ่งทั้งปวงญาณทั้งปวง ก็จะเห็นมันปรากฏโดยความที่มันมีสัญญาเป็นบาทเป็นฐานและเห็นความเกี่ยวพัน ความปรากฏแห่งสัญญาต่างๆว่า อาศัยสุตตะ จินตะอบรมแล้วจึงเกิดเป็นสัญญา และเมื่อปรากฏเป็นสัญญาแล้ว ไม่ต้องอาศัยความพยายามใดๆมันหมุนไปเองตามสิ่งที่เข้ามากระตุ้น เรียกว่า มันเป็นอัตโนมัติเป็นไปเองของมัน.

สัญญาเกิดจากไหน?   ก็จินตะเนืองๆไง เพราะอย่างนั้นหัวใจสำคัญของการทำให้ญาณต่างๆปรากฏก็คือ คำว่า เนืองๆ. ไอ้เรื่องรู้ด้วยสุตตะนั้นคนมากมายรู้ เรื่องที่สามารถจินตะนั้น คนทั่วไปก็สามารถแต่ผลที่ปรากฏเป็นที่พึ่งอาศัยแก่ตนเองนั้น ไม่ปรากฏแก่คนทั่วไปปรากฏแก่คนที่ทำมันเนืองๆเท่านั้น ซึ่ง คนที่ทำมันเนืองๆนั้นหาได้ยากกว่ายาก.

ความเก่งไม่เก่ง ก็คือการทำเนืองๆหรือไม่ทำเนืองๆนั่นเอง.ใครอบรมตนด้วยจินตะในสิ่งใดเนืองๆ ก็ย่อมจะคล่องแคล่วในสิ่งนั้น เรียกว่าเก่งในสิ่งนั้น กว้างขวางในสิ่งนั้น เป็นใหญ่ในสิ่งนั้น รู้ทั่วถึงสิ่งนั้นมีปัญญาในสิ่งนั้น.

ในการพิจารณาเมื่อเห็นว่ามันง่ายแล้วก็ขออย่าได้ประมาท เพราะความประมาทนั้นล่ะ ที่เป็นตัวตัดคำว่าเนืองๆออกจากบุคคลและทำบุคคลนั้นให้เสื่อมเสียจากประโยชน์ที่ตนได้ยินได้ฟังแล้ว.

พระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน จึงได้ตรัสเรื่อง การยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม.เพราะโดยหลักการแห่งธรรมแล้ว ไม่มีอะไรยาก เป็นเรื่องพื้นๆง่ายๆทั้งนั้นแต่สิ่งที่ยากก็เพราะความประมาทมาตัดจากง่ายก็กลายยากไป.

——————————–</p>