เคว้งคว้างอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็หาหลักยึดได้ มิใช่หลักธรรมดา เป็นเหมือนต้นไม้ทั้งต้น ที่ยังยืนต้นอยู่ มีกิ่งก้านสาขามากมาย ทำให้เรายึดเกาะอยู่ได้อย่างสบาย แถมยังอาจจะได้กินทั้งใบ ดอก ผล ของมันเป็นอาหารอันโอชะด้วยซ้ำไป
ผมยึดคำสอนในพระพุทธศาสนา เป็นหลักยึดในชีวิตประจำวันครับ
ลำดับแรก เชื่อ “กรรม” ผลของการกระทำว่ามีจริง ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว เชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัย
ลำดับสอง ยึดทั้งต้นเป็นหลักใหญ่คือ ยึดหัวใจในคำสอนของพระพุทธศาสนามาเป็นหลักการหรือปรัชญาชีวิต หัวใจของพระพุทธศาสนาก็คือ “โอวาทปาฏิโมกข์” ถอดความสั้น ๆ ว่า เว้นชั่ว - ทำดี - ทำจิตใจให้ผ่องใส เท่านี้แหละ สำคัญอยู่ที่ว่า อย่างไหนเรียกว่าชั่ว อย่างไหนเรียกว่าดี
เว้นชั่ว ผมถือเอาการถือปฏิบัติตามเบญจศีลเป็นนิจ
ทำดี ผมถือเอาการปฏิบัติตามเบญจธรรมเป็นนิจ
ทำจิตให้ผ่องใส ผมถือเอาการเจริญภาวนาเป็นนิจ
ลำดับสาม ทีนี้ก็มาพินิจให้รอบทิศว่า ชีวิตนี้ต้องเกี่ยวพันกับผู้ใด? พบว่าเราต้องปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอย่างน้อย 6 ประเภทคือ สมณชีพราหมณ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ บุตรภรรยา เพื่อนฝูงมิตรสหาย บริวารบ่าวไพร่ ดังนี้ อันนี้ผมถือเอาการบูชาทิศทั้ง 6 เป็นแนวปฏิบัติครับ
เหล่านี้ถือว่า เป็นการจัดการชีวิตในยามปกติ ถ้ามันไม่ปกติเช่น ในยามที่เราได้ลาภ-เสื่อมลาภ ได้ยศ-เสื่อมยศ ถูกสรรเสริญ-ถูกนินทา มีสุข-มีทุกข์ อันเป็นอุบัติเหตุชีวิต ผมก็ประยุกต์ข้อธรรมอื่น ๆ ใช้ตามแต่ละเหตุการณ์ไปครับ
หากคิดอย่างผิวเผินแล้วเหมือนกับว่า ชีวิตนี้เป็นของเรา(คนเดียว) เราจะทำอย่างไรกับมันก็ได้ แม้แต่ทำลายมันโดยฆ่าตัวตาย แต่หากพินิจให้รอบทิศรอบด้านแล้วหาใช่ไม่ ชีวิตนี้บิดามารดาให้มา ท่านทั้งสองเป็นเจ้าชีวิต เราเป็นผู้ใช้ชีวิต บุคคลเหล่าอื่นเป็นผู้อาศัยเกี่ยวเนื่องด้วยชีวิตแห่งเรา เราใช้ชีวิตนี้เป็นคุณ เขาก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย เราใช้ชีวิตนี้เป็นโทษ เขาก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน ไม่มากก็น้อย
แล้วท่านหละ เห็นเป็นเช่นไร?
ชีวิตนี้เป็นของใคร
หากคิดอย่างผิวเผินแล้วเหมือนกับว่า ชีวิตนี้เป็นของเรา(คนเดียว) เราจะทำอย่างไรกับมันก็ได้ แม้แต่ทำลายมันโดยฆ่าตัวตาย แต่หากพินิจให้รอบทิศรอบด้านแล้วหาใช่ไม่ ชีวิตนี้บิดามารดาให้มา ท่านทั้งสองเป็นเจ้าชีวิต เราเป็นผู้ใช้ชีวิต บุคคลเหล่าอื่นเป็นผู้อาศัยเกี่ยวเนื่องด้วยชีวิตแห่งเรา...
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
บ้านสวนพอเพียง · 17 ก.ค. 2550
Pumpui · 17 ก.ค. 2550
วิโรจน์ · 17 ก.ค. 2550
นาย อุบล พ่มเดช · 17 ก.ค. 2550
มัดหมี่ · 17 ก.ค. 2550
เล็กน้อย · 17 ก.ค. 2550
ทรัพย์ 7 ประการ
บุคลใดก็ตาม เป็นผู้ประกอบไปด้วยทรัพย์ถายใน คือ 1.ทรัพย์ คือ ศรัทธาความเชื่อ
2.ทรัพย์ คือ ศีล ความสำรวมกายวาจาให้เรียบร้อย
3. ทรัพย์ คือ หิริ ความละอายแก่ใจ ต่อความชั่ว
4. ทรัพย์ คือโอตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป
5.ทรัพย์ คือ สุตะ การสดับตรับฟัง
6. ทรัพย์ คือ จาคะ การเสียสละ
7.ทรัพย์ คือ ปัญญา ความรอบรู้
ทั้ง 7 ประการนี้ บุคคลนั้น บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวว่า อ้างว่า เป็นผู้ไม่ยากจนไม่ขัดสน ชีวิตของเขาย่อมไม่เปล่าจากประโยชน์ แม้หากเขาจะขาดแคลนทรัพย์ภายนอก แต่มีทรัพย์ภายใน คือ อริยทรัพย์แล้ว ชีวิตของบุคคลผู้นั้นย่อมชื่อว่า เป็น สุชีวิต ชีวิตที่ดีงามเป็น เสฏฐชีวิต ชีวิตที่ประเสริฐ / สำหรับอาจารย์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาค่ะ /ศิรประภา
ขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจ มีสิ่งใดดี ๆ นำมาบันทึกแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอีกนะครับ
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ใดๆโลกนี้ล้วนไม่จีรังยั่งยืน ทุกอย่างเป็นอนัตตา แล้วเราทุกคนไฉนเลยที่มัวแต่จะเป็นอัตตากันนะ เพราะว่าทุกคนนั้นพยายามแต่อยากมี อยากเป็น อยากได้กันนะ งง
ปล. อาจารย์ครับ ใส่เพลงงัยนะ ใส่ไม่ได้ กั้นมากๆๆเลย
กลุ่ม สี่ ทาเหนือ ศรร.แม่ออน
ขอบใจกลุ่มทาเหนือที่เข้ามาบันทึกให้ข้อคิดเห็นไว้
นั่นซิ… ผมก็เคย งง…!…!…!… มาตั้งนานเหมือนกัน ผมสรุปง่าย ๆ เลยว่า เป็นเพราะ “ความอยาก” ครับ อยากมี อยากเป็น อยากแล้วเป็นทุกข์ เพราะจะต้องแสวงหาหนทางสนองความอยากของตน ซึ่งไม่มีวันสิ้นสุด
ผมเริ่ม “วาง” มาตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2526 เมื่อใดระลึกได้ว่าสิ่งไหนถือแล้วมันหนัก ผมก็วาง ทำเช่นนี้มาเรื่อย ๆ ๆ ๆ และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมวางแล้วรู้สึกโล่งและเบาเป็นพิเศษ คือ
กลาง ๆ ปี พ.ศ. 2549 ผมได้ประกาศวาง “ความอยากเป็นนักการเมืองท้องถิ่น” ของผมลง โดยประกาศวางมือท่ามกลางที่ประชุมพระเถรานุเถระ คณะสงฆ์ตำบลออนกลางและคณะศรัทธาศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อพระครูกิตยาภิรักษ์ ณ วิหารวัดเปาสามขา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2549 (วันประชุมเตรียมการขอพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อพระครูกิตยาภิรักษ์)
เมื่อประกาศ “วางมือ” แล้ว มีความรู้สึกดีเป็นพิเศษครับ คนที่เขาคิดว่าเป็นคู่แข่งทางการเมือง ก็หันกลับมาเป็นมิตร ร่วมคิดร่วมทำกันมาเป็นลำดับ การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมก็ทำได้ง่ายขึ้น ราบรื่นขึ้น ไม่มีใครมาหวาดระแวงแย่งผลงานกันอีกต่อไป ซำบายจริง ๆ ครับ.
สวัสดีครับคุณ ธรรมทิพย์