ขอบใจกลุ่มทาเหนือที่เข้ามาบันทึกให้ข้อคิดเห็นไว้
นั่นซิ… ผมก็เคย งง…!…!…!… มาตั้งนานเหมือนกัน ผมสรุปง่าย ๆ เลยว่า เป็นเพราะ “ความอยาก” ครับ อยากมี อยากเป็น อยากแล้วเป็นทุกข์ เพราะจะต้องแสวงหาหนทางสนองความอยากของตน ซึ่งไม่มีวันสิ้นสุด
ผมเริ่ม “วาง” มาตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2526 เมื่อใดระลึกได้ว่าสิ่งไหนถือแล้วมันหนัก ผมก็วาง ทำเช่นนี้มาเรื่อย ๆ ๆ ๆ และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมวางแล้วรู้สึกโล่งและเบาเป็นพิเศษ คือ
กลาง ๆ ปี พ.ศ. 2549 ผมได้ประกาศวาง “ความอยากเป็นนักการเมืองท้องถิ่น” ของผมลง โดยประกาศวางมือท่ามกลางที่ประชุมพระเถรานุเถระ คณะสงฆ์ตำบลออนกลางและคณะศรัทธาศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อพระครูกิตยาภิรักษ์ ณ วิหารวัดเปาสามขา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2549 (วันประชุมเตรียมการขอพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อพระครูกิตยาภิรักษ์)
เมื่อประกาศ “วางมือ” แล้ว มีความรู้สึกดีเป็นพิเศษครับ คนที่เขาคิดว่าเป็นคู่แข่งทางการเมือง ก็หันกลับมาเป็นมิตร ร่วมคิดร่วมทำกันมาเป็นลำดับ การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมก็ทำได้ง่ายขึ้น ราบรื่นขึ้น ไม่มีใครมาหวาดระแวงแย่งผลงานกันอีกต่อไป ซำบายจริง ๆ ครับ.