การถอนกล้า ถือเป็นนาฏกรรมที่เต็มไปด้วยศิลปะและท่วงทำนองที่ชวนหลงใหลเป็นที่สุด

บ่ายคล้อยก่อนเข้าสู่ห้วงค่ำของเย็นวานนี้  ฝนตกหนักราวกลับฟ้ารั่วอีกครั้งหลังจากทิ้งช่วงไปเสียนาน   ฝนกระหน่ำเช่นนั้น  ผมก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงบ้านและท้องทุ่งของตนเอง  รวมถึงการหวนคิดถึงบันทึกเที่ยวทุ่งหน้าน้ำที่ยังเขียนไม่จบและทิ้งร้างไว้เสียพักใหญ่  -

   

ถอนกล้า  หรือที่ชาวบ้านของผมเรียกอย่างคุ้นชินว่า ดกกล้า  คือห้วงบรรยากาศที่ผมอยากจะนำมาบอกกล่าวและเป็นเรื่องเล่าอันต่อเนื่องจากการหว่านกล้าที่เขียนถึงไปแล้วก่อนหน้านี้

หลังจากที่มีการหว่านกล้า หรือ ตกกล้า  ไปสักพัก  ซึ่งใช้เวลาประมาณ  20 – 30  วัน   ต้นกล้าก็สามารถหยัดยืน ชูใบโบกพลิ้วล้อลมและเริงเล่นกับลมฝนอย่างไม่สะทกสะท้าน  และนั่นก็หมายถึงว่า  ต้นกล้าพร้อมแล้วสำหรับการถูกถอนออกจากแปลงนาไปสู่การปักดำ     

   

 

ผมชื่นชอบภาพความเคลื่อนไหวของชีวิตของผู้คนในแปลงนาในช่วงของการถอนกล้าเป็นยิ่งนัก  การเคลื่อนไหวของสรีระประหนึ่งการโยกไหวไปตามเสียงดนตรีแห่งชีวิต   หลังที่ก้มต่ำมือที่ยื่นไปคว้าหมับต้นกล้าและเหนี่ยวดึงขนานกับพื้นเคลื่อนไหลเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่องราวกับไม่มีแรงเสียดทานใด ๆ  จากผืนดินที่ซุกหลบอยู่ใต้ท้องน้ำในแปลงนา

   

ภาพของคนในครอบครัวที่สวมเสื้อแขนยาวขาดเว้าแหว่งและเต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลก้ม ๆ  เงย ๆ  ถอนกล้าอยู่ในแปลงนา  คือ  ภาพชีวิต  ที่ผมจดจำอย่างแม่นยำ   บ่อยครั้งผมพาตัวเองเดินเล่นในแปลงนาที่พวกเขากำลังถอนกล้าอย่างไม่รู้เหนื่อย   ผมชอบมองดูหน้าดินใต้ผืนน้ำในแปลงกล้าที่มองเห็นเนื้อดินสีดำเข้ม   รวมถึงเศษกล้าลอยเคว้งอยู่เหนือผิวน้ำอย่างเบาสบาย

   

การถอนกล้า ถือเป็นนาฏกรรมที่เต็มไปด้วยศิลปะและท่วงทำนองที่ชวนหลงใหลเป็นที่สุด  -

การเหนี่ยวดึงต้นกล้าขึ้นมาเต็มกำมือแล้วเอารากต้นกล้าฟาดกับข้างเท้าเพื่อให้ก้อนดินหลุดร่วงออกจากรากต้นกล้า ถือเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความ ชำนาญ  ระมัดระวังไม่น้อยไปกว่าการถอนกล้า  เพราะแรงเกินไปต้นกล้าก็สุ่มเสี่ยงต่อการบอบช้ำ   เบาเกินไปก้อนดินหรือแม้แต่เม็ดดินก็ยังจะเกาะกุมรากต้นกล้าอยู่เหมือนเคย  จากนั้นก็รวบต้นกล้าเป็นมัด  ขนาดใหญ่   ใช้ตอกมัดให้แน่นและโยนไปรวมเป็นกลุ่มไว้   รวมถึงการใช้มีดอันคมตัดใบมัดกล้าฉึก  เดียวก็เป็นสรรพเสียงที่ผมชอบฟังมากไม่แพ้กัน

   

ผมเคยยืนมองแปลงกล้าจากบนคันนา  .. ภาพที่เห็นคือความพลิ้วไหวของใบกล้าที่เรียวงามและเนียนงามราวกับผืนพรมสีเขียวอันอ่อนนุ่มและเบาบาง   ขณะที่บางมุมก็เว้าแหว่งอันเกิดจากการถูกถอนด้วยแรงคนบางครั้งเมื่อดุ่มเดินท่องเท้าไปในแปลงกล้าก็พานพบแมงดานาว่ายวนอย่างน่ารัก ...

   

บางครั้งผมนั่งอยู่บนคันนาเห็นแต่ละคนแข่งขันการถอนกล้าอย่างสนุก  มีเสียงเพลงเสียงหัวเราะระคนอย่างมีชีวิต   ขณะที่วิทยุทรานซิสเตอร์ก็ทำหน้าที่กล่อมขับอย่างไม่ย่อท้อ  

   

 

(เมื่อครั้งที่ผมยังเด็ก)  ...  แปลงกล้าเป็นเหมือนอีกดินแดนหนึ่งในความนึกฝันของผม..  แปลงกล้า -  เป็นทุ่งหญ้าเขียวงามและอ่อนหวาน,  เป็นราวกับเมืองอีกเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่บนผืนน้ำอันไพศาล   ใต้ผืนน้ำมีผืนดินแผ่นใหญ่ซุกตัวอย่างสงบเงียบ   มีสิ่งมีชีวิตหลากชนิดเคลื่อนตัวอยู่ตามพรมเขียวอันอ่อนหวาน  และภายในดินแดนนั้นก็เต็มไปด้วยเส้นทางอันหลายหลากสาย  .. คดเคี้ยว  วกวน  แต่ก็ชวนให้เดินทางเป็นที่สุด  !

   

และสิ่งหนึ่งที่ผมจดจำได้เสมอก็คือ   ห้วงเวลาของการถอนกล้านั้นมักมีขึ้นในช่วงบ่ายคล้อย  หรือไม่ก็เป็นช่วงเย็นย่ำที่แดดโรยราแสงกล้าไปแล้ว   และมัดกล้าก็จะถูกจัดเรียงไว้เป็นกลุ่มใหญ่   ครั้นรุ่งเช้าหลังการไถคราดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   มัดกล้าเหล่านี้ก็จะถูกลำเรียงไปจัดวางเรียงรายไว้เพื่อรอการปักดำ  ซึ่งเรียกว่า รายกล้า   แต่ภาษาถิ่นอีสานที่บ้านผมคุ้นชินกันในชื่อ  ยายกล้า

   

ผมไม่ใคร่แน่ใจนักว่าปีนี้  ลงน้ำจะมีปลา ลงนาจะมีข้าว    แต่การได้สัมผัสจริงกับนาฏกรรมชีวิตของคนคุ้นเคยที่คุ้นชินอยู่กับวิถีทุ่งนั้น   ผมเห็นพวกเขาไม่เคยสิ้นหวังต่อชะตากรรมเหล่านี้  ..หลังยังคงสู้ฟ้า หน้ายังคงสู้ดิน ... และมีรอยยิ้มแต้มแต่งท้องทุ่งเสมอ    

ผมได้แต่ภาวนาว่า  เข้าพรรษาปีนี้ฝนจะมาเยือนท้องทุ่งอย่างเป็นมิตร ,  ต่อเนื่องและเนิ่นนานอย่างอาทร  มิใช่แห้งโหยร้างหาย  หรือไม่ก็หนักหน่วงจนเป็นพายุท่วมทุ่ง

ผมปรารถนาอยู่อย่างแรงกล้าที่จะเห็นต้นกล้าที่ถูกถอนขึ้นจากแปลงและถูกปักดำลงในผืนดินที่เต็มไปด้วยความหวังเหล่านี้  สามารถเติบใหญ่  ชูใบเขียวงามล้อเล่นกับท้องทุ่ง  รวมถึงการเปลี่ยนสีใบไปสู่การสร้างทุ่งให้เหลืองเรืองรองทายท้าสายลมหนาว 

ทุ่งนาไม่เคยร้างกลิ่นอายแห่งความฝัน ... ผมคิดและเชื่อเช่นนั้นเสมอมา

 

  

 

๑๕  กรกฎาคม..

คืนที่ผมไม่ตก

แต่ต้นกล้าหลายต้นงอกงามและเติบโตอยู่ในหัวใจของผม