อุดมศึกษา : อิสระคือโอกาส
ผมเป็นคนโชคดี มีครูดี มีกัลยาณมิตรมาก ถือเป็นชีวิตอุดมได้อย่างหนึ่ง
วันนี้ (15 ก.ค. 50) ได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ประเทืองปัญญาสุดสุด เขียนโดยครูของผม ที่ผู้คนนับถือว่าเป็นปราชญ์ใหญ่ของประเทศ คือ ศ. นพ. จรัส สุวรรณเวลา แถมยังเป็นหนังสือที่ยังอยู่ในรูปต้นฉบับเสียด้วย ชื่อ ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยไทย
คนอยู่ไม่สุข (ไฮเปอร์?) อย่างผม อ่านแล้วอดตีความไม่ได้ การตีความนี่ดีนะครับ มันเปิดอิสระให้เราคิด จะถูกหรือผิดก็ไม่รู้ ไม่ยืนยัน แต่มันก็มีความคิดรวบยอดออกมา ในความเข้าใจของเรา
อิสระไม่ใช่เป้าหมาย (end) แต่เป็นเครื่องมือ (means)
อิสระเพื่อทำหน้าที่ให้แก่สังคม ในฐานะ “องค์กรขับเคลื่อนปัญญา” ของสังคม
ตรงนี้ผมมองไม่เหมือนคนอื่น ผมไม่มองว่า ปัจจุบันนี้ สถาบันอุดมศึกษาเป็นขุมปัญญาของสังคม นั่นมันเป็นความจริงของสถาบันอุดมศึกษาสมัยก่อน สมัยนี้ขุมปัญญามันไม่ได้มีสภาพรวมศูนย์อีกต่อไปแล้ว
สมัยนี้ สถาบันอุดมศึกษา ไม่ได้เป็นศูนย์กลางของปัญญาอีกต่อไป คือสภาพสังคม/โลก ปัจจุบัน ปัญญาไม่ได้มีสภาพรวมศูนย์อย่างสมัยก่อน สมัยนี้ ปัญญามีสภาพ “กระจาย”(distributive) อยู่ตามแหล่งต่างๆ หลากหลายและมากมาย
สังคมอุดมปัญญาเกิดไม่ได้ในสภาพ “ปัญญารวมศูนย์” เพราะขัดกับความเป็นจริงในสังคมขณะนี้
เวลานี้ “ปัญญา” ส่วนหนึ่งอยู่ในสถานประกอบการ อยู่ในโรงงาน อยู่ในโรงพยาบาล อยู่ในธนาคาร ฯลฯ ความรู้ในองค์กรเหล่านี้ หลายส่วนเป็น “cutting edge / state-of-the-art technology” ที่ไม่มีในมหาวิทยาลัย อาจารย์มหาวิทยาลัยในสาขาวิชานั้นไม่รู้จัก ไม่มีโอกาสสัมผัส
อีกส่วนหนึ่งของ “ปัญญา” อยู่ในชาวบ้าน หรือชุมชน ผม “ตาสว่าง” ในเรื่องนี้เพราะมีโอกาสไปคลุกคลีกับ “โรงเรียนชาวนา” ของมูลนิธิข้าวขวัญ ความรู้แบบนี้นักวิชาการในมหาวิทยาลัยไม่มี
“ปัญญา” อีกส่วนหนึ่งอยู่ที่วัด หรืออยู่ในผู้ปฏิบัติภาวนา ในลักษณะ “ปฏิบัติชอบ” นี่ก็ไม่มีในมหาวิทยาลัยอีกเหมือนกัน
ผมมีปัญญาน้อย ยกตัวอย่าง “ปัญญา” ในสังคม ที่มหาวิทยาลัยไม่มี ได้ไม่ครบถ้วน ท่านผู้รู้โปรดช่วยเติมเต็มให้ด้วยนะครับ
ย้ำนะครับ ว่าประเด็นสำคัญคือ โลกปัจจุบัน สังคมปัจจุบัน สิ่งที่เรียกว่า “ปัญญา” ไม่ได้มีสภาพรวมศูนย์อยู่ที่ใดที่หนึ่ง สถาบันใดสถาบันหนึ่ง แต่มีสภาพกระจายศูนย์ คือเปลี่ยนจาก centralized wisdom ในสมัยก่อน มาเป็น distributive wisdom ในปัจจุบัน
ถ้ายึดหลักนี้ (ถ้าหลักการนี้เป็นจริง) มหาวิทยาลัยก็ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ต้องมีการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยแบบใหม่
ผิดครับ ผิด ผมกล่าวผิด
ที่ถูกคือ ต้องมีการทดลองรูปแบบการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย ในรูปแบบใหม่ หลายรูปแบบ ย้ำที่ ต้องทดลองรูปแบบ และย้ำที่ หลายรูปแบบ
ความเป็นจริงก็คือ เวลานี้เราไม่มีวิธีการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยภายใต้วิธีคิดว่า มหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของระบบปัญญาที่กระจายศูนย์ เราไม่มีวิธีการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยภายใต้วิธีคิดว่ามหาวิทยาลัยทำหน้าที่ขับเคลื่อนปัญญาของสังคม ในสภาพที่ระบบปัญญากระจายศูนย์
นี่คือที่มาของเหตุผลว่า ทำไมมหาวิทยาลัยต้องเป็นอิสระ คือต้องมีอิสระในการทดลองแสวงหาวิธีทำงานเพื่อสร้างสรรค์ปัญญาให้แก่สังคม ในสภาพของสังคมที่ “ระบบปัญญากระจายศูนย์”
บางมหาวิทยาลัย อาจ เลือกที่จะโฟกัสการปฏิบัติภารกิจไปเน้น “คู่คิด คู่ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมแสวงหาผลประโยชน์” ที่อุตสาหกรรม ในขณะที่อีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง เลือกเน้น “คู่คิด คู่ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมแสวงหาผลประโยชน์” ที่ชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ
แต่ละมหาวิทยาลัย ต้องมีอิสระ ที่จะเลือกจุดเน้นของตน และเมื่อเลือกแล้ว ก็ต้องมีอิสระที่จะทดลองพัฒนาวิธีการจัดการเพื่อบรรลุผลสัมฤทธิ์ ในการปฏิบัติหน้าที่นั้น
เป็นอิสระเพื่อการสร้างสรรค์ อิสระเพื่อทำหน้าที่ให้แก่สังคม อิสระเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนเครือข่ายปัญญา ตามจุดเน้นของตน
แล้วรัฐบาล และผู้ต้องการผลประโยชน์จากระบบ “ปัญญา” ก็เลือก “จ่าย” เพื่อซื้อ “สินค้า” ที่ตนต้องการ
“สินค้า” ของมหาวิทยาลัย ในที่นี้หมายถึงผลงานหรือผลสัมฤทธิ์ ในการทำหน้าที่ขับเคลื่อน “เครือข่ายปัญญา” แต่ละจุดเน้น
ต่อไปนี้ “แม่ยก” ของมหาวิทยาลัย จะไม่ใช้เฉพาะรัฐบาลเท่านั้น แต่จะมี “แม่ยก” อีกหลายเจ้า แต่ละ “แม่ยก” ก็ต้องการ “สินค้า” แตกต่างกัน
แต่ละมหาวิทยาลัยก็ต้องเลือกเอาเองว่าตนมุ่งเอาใจ “แม่ยก” คนไหน แต่ความสัมพันธ์ ระหว่าง “แม่ยก” กับมหาวิทยาลัย จะไม่เป็นความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ อย่างที่มหาวิทยาลัยของรัฐได้จากรัฐบาล อย่างที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน
ความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไปเป็น “แม่ยก” เป็นผู้เลือก “ซื้อสินค้า” ความสัมพันธ์เปลี่ยนจาก เชิงอุปถัมภ์ ไปสู่ความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ
ไม่ทราบว่า ความเห็นของผมมันจะเข้าป่าไปสักแค่ไหน ผมถือหลักว่า เรื่องแบบนี้เราเน้นการคิดแบบหลุดโลก มากกว่าเน้นถูกผิด
นี่คือการทำการบ้านส่งครูครับ อาจารย์หมอจรัสท่านสั่งว่า ให้ออกความเห็นหน่อย
วิจารณ์ พานิช
15 ก.ค. 50
สวัสดีครับ อาจารย์หมอฯ
ประเด็นนี้ผมเคยแลกเปลี่ยนกับ อาจารย์กมลวัลย์ ไว้บ้างแล้วครับ แม้จะไม่ตรงกันเสียทั้งหมด แต่ก็มีในส่วนของ การอภิปรายเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง "การคิดในเชิงธุรกิจครับ
อิสระ จะเป็นโอกาสของอุดมศึกษาไทยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า มหาวิทยาลัยไทย พร้อมที่จะรับผิดชอบตัวเองมากน้อยแค่ไหน จะเข้าถึงอิสรภาพได้ ต้องเอาชนะความกลัวก่อนครับ ผมมองว่า มหาวิทยาลัยไทย ยังมีกลิ่นไอของความกลัว "อิสรภาพ" อยู่มาก เพื่ออิสรภาพ มันมาพร้อมกับความไม่มั่นคง ไม่แน่นอน นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ รู้ซึ้งถึงหลักนี้ได้ถึงใจ แม้ท่านจะไม่มีปริญญาเอกสักใบ และเรียนรู้ไม่ได้จากการอ่านตำราด้วย ต้องเจอกับตัวเองครับ ถ้ามหาวิทยาลัย พร้อมที่จะเผชิญความเจ็บปวด และก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วย ไม่งั้น อิสระ ก็คงจะกลายเป็น "ภาพที่คอยหลอกหลอน" นำมาซึ่งความหวาดกลัว ครั้งแล้วครั้งเล่าครับอาจารย์หมอฯ