ที่ปักกิ่งจะแบ่งโซนเรียกว่าวงแหวนมีตั้งแต่วงแหวนที่หนี่งถึงวงแหวนที่หก

               Eco… We go               

  ตื่นนอนเพราะเสียงนาฬิกาปลุกเป็นเวลาตี 4 ของประเทศไทยก็คือตี 5 ประเทศจีน อยากจะบอกว่าง่วงมาก  แต่ต้องตื่นเพราะรถออกเดินทาง 7 โมงเช้า คุณหงษ์บอกว่าสถานที่จัดงานนั้นอยู่ไกลเค้าย้ายสถานที่จัดงานจากที่แจ้งไว้  เช้านี้ผมทานอาหารได้มากขึ้นครับนอกจากข้าวต้มกับไข่เยี่ยวม้าก็คือหมั่นโถกับซาลาเปา เค้าจัดไว้เป็น 10 อย่างรับประทานได้เท่านี้ละครับ พอรับประทานเสร็จก็เดินไปขึ้นรถออกมาหน้าโรงแรมวันนี้ได้ทันเห็นนักเรียนเดินกับปั่นจักรยานมาโรงเรียน แถว ๆ โรงแรมที่สังเกตุดูมีประมาณ 3 โรงเรียน นักเรียนที่เดินมาโรงเรียนช่างมากเสียจริงทั้งเด็กเล็กเด็กโตเห็นแล้วอยากกลับไปเป็นเด็กจังเลย มันพึ่งผ่านวัยนี่มาเมื่อปีที่แล้วเองคราบ ล้อเล่นครับ! อากาศวันี้ขมุกขมัวไม่ค่อยสดใสเท่าไรนัก เหมือนฝนจะตกหยั่งงั้นแหล                

               รถออกจากโรงแรมผ่านใจกลางเมืองเราจะวงแหวนที่หกกัน ที่ปักกิ่งจะแบ่งโซนเรียกว่าวงแหวนมีตั้งแต่วงแหวนที่หนี่งถึงวงแหวนที่หกใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงถึงสถานที่จัดงานซึ่งเป็นอาคารผสมผสานระหว่างฝรั่งกับจีนเข้าด้วยกัน สวยครับอาคารนี้ ลงจากรถเราก็รีบเดินเข้าไปรายงานตัว ตามประสาพวกเราอีกละครับถ่ายรูปกันก่อนละ พี่ๆ เพื่อน ๆ มัวแต่สนใจถ่ายรูปกันพี่ไกด์ของเราเลยต้องมาเรียกให้เข้าแถวผมอยู่ท้าย ๆ แต้เรียกคนแรกครับกับพี่บอยด้วย เพราะลงทะเบียนมานำเสนอโปสเตอร์ไว้ โอ้โฮ..เอกสารที่ได้รับมาหนังมากเป็นหนังสือสรุปผลงานของทุกคนที่ส่งมานำเสนอกันที่ดีใจก็คือ มีชื่อผมลงอยู่ด้วยกับพี่บอยอีกหนึ่งคน และยังมีท่านอาจารย์พรรณีกับอาจารย์บุญลักษณ์ที่ถุงเหมือน ๆ กัน พอลงทะเบียนเสร็จก็เดินไปห้องประชุมใหญ่ชั้น 3 เค้าเปิดงานกันไปแล้วเราก็รีบไปหาที่นั่งเตรียมตัวฟัง แต่ขอโทษครับฟังไม่เข้าใจเลยต้องอาศัยท่านอาจารย์พรรณีช่วยด้วย การไปนำเสนอโปสเตอร์ครั้งนี้แย่หน่อยปรากฎว่าเค้าเปลี่ยนตารางของเราไปแล้วเป็นวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 เวลา 19.00 . ซึ่งเป็นวันที่เรากำลังจะเดินทางกลับกันแล้วเลยไม่สามารถมาได้ต้องต่อรองกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลบอร์ดขอติดแล้วถ่ายรูปหน่อย พี่เค้าก็ใจดีมากอนุญาตให้ติดได้เลย แถมยังมีนักศึกษาสาว ๆ มาช่วยอีก 2 คน ผมเลยต้องมีของแทนน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆคือ พวงกุญแจของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตที่เตรียมมาเพื่อว่าจะให้ใครก็ได้ที่ช่วยเราได้  ช่วงพักเที่ยงเราก็ไปร่วมรับประทานอาหารแบบบุปแฟ่ต์ เป็นอีกที่ที่อยากจะบอกว่าอาหารหลากหลายแต่ไปคนทางกันเลย ดูไม่ค่อยน่าทานเท่าไรส่วนรสชาตินั้นไม่รู้ว่าเพื่อนที่ไปคิดเหมือนกันว่ามันธรรมดาสุด ๆ                  ช่วงบ่ายก็แบ่งงานกันไปฟังการนำเสนอผลงาน เราเลือกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหน่อยได้อยู่ 1 ห้อง พลัดกันเข้าไปฟังแล้วมาสรุปเป็นงานกลุ่มที่สนุกมากเพราะฟังภาษาอังกฤษได้ดีพอ ๆ กับฟังภาษาจีนไม่รู้เรื่องยังไงยังงั้นเลย พอกลุ่มผมฟังเสร็จก็รีบมาสรุปกันแล้วก็ไปเดินชมสถานที่ แล้วไปเก็บโปสเตอร์ทีติดไว้ลงมาที่ก็บที่รถ หลังจากนั้นก็ไปเดินเล่นด้านนอกอาคารผมพัดเย็นสบายดี ถึงว่าซิครับในอาคารที่จัดงานครั้งนี้ไม่เปิดแอร์เลยนะครับ เปิดหน้าต่างทุกห้องก็พอทนได้อีกละครับ  ที่นี่ยังเป็นโรงแรมและมีอาคารอื่น ๆ ที่อยู่แยกออกไปอีกเป็นเมือง ๆ หนึ่งก็ว่าได้ถ้าจัดงานใหญ่ก็สามารถทำได้ที่นี้เลย   หลังจากเดินเล่นถ่ายรูปไปสักพักเพื่อน ๆ และอาจารย์กลับมาขึ้นรถ แน่นอนก่อนขึ้นรถพวกเราก็ไป แหกตาสามัคคีกัน (ภาษาลาวหมายถึงถ่ายรูปหมู่) ก็ได้ภาพสวย ๆ กลับมาอีกละครับ  เสร็จแล้วขึ้นรถกันคุณหงษ์ไกด์ของเราก็แจ้งว่าจะพาไปนวดเท้าและชมสวนสมุนไพร ผมคิดในใจว่าต้องเป็นการขายของอีกแล้ว พอไปถึงก็ลงนั่งรอนวดเท้ามีคุณหมอที่เค้าแนะนำตัวเองว่าเป็นไทยที่มาอยู่ประเทศจีนนานแล้วมาอธิบายรายละเอียดให้ฟัง ที่นี่เค้าเข้าใจวางกลยุทธ์มากนะครับขายของกับคนไทยเอาคนไทยมาแนะนำ แถมใส่สายรัดข้อมือสีเหลืองของในหลวงของเราอีกด้วย พนักงานที่มานวดก็เป็นวัยรุ่นหนุมสาวที่อายุ 18-19 ปีเป็นส่วนมาก พูด               

          ภาษาไทยได้หลายคน ผมเองยังถูกขอสายรัดข้อมือเลยแต่ก็ไม่ได้ให้ ระหว่างที่นวดก็มีหมอจีน หรือหมอแมะ ที่คนไทยเรียกมาจับชีพจรว่าป่วยหรือไม่ ผมโดนไปหลายโรคเลยถ้าซื้อยาที่เค้าแนะนำมาคงหมดเงินในประเป๋าแน่ ๆ เลยหุ้นกับพี่บอยซื้อสมุนไพรแช่เท้ามาเท่านั้น  นวดเท้าครั้งนี้ก็ดีเหมือนกันสบายเท้าดี    พอนวดเสร็จก็ไปเดินดูสวนสมุนมีดอกที่สวยงามมากอย่างที่บอกครับสีดอกไม้ที่ประเทศจีนเป็นสีดอกไม้ที่สดใสสวยงามมาก พวกเราก็อดไม่ได้ที่จะลุยไปถ่ายรูปกัน แล้วก็ไปรับประทานอาหารเย็นที่ห้องอาหารใกล้ ๆ นั้นเลย อาหารก็อร่อยครับแถมมีสมุนไพรมาวางขายด้วย เห็นที่ดองไว้ในโหลก็ไม่อยากซื้อแล้วสัตว์สารพัดชนิดเลย               

   เสร็จแล้วพวกเราก็นั่งรถไปร้านขายชาต่อกันอีกเป็นที่สุดท้าย ร้านนี้สวยมากมีทัวร์มาลงร้านนี้มาก พอเข้าไปห้องที่เค้าจัดไว้ให้พนักงานขายก็มาพูดอธิบายให้ฟัง แหนะ พูดภาษาไทยได้อีกแล้ว มีการสอนวิธีดูชาจากกลิ่นและรสชาติ พวกเราก็ชิมกันใหญ่อันไหนอร่อยก็ชิมมากหน่อยแล้วก็ขายของอีกแหละครับมีหลายคนที่ซื้อไป ส่วนผมออกมาเดินดูข้างนอกเค้าจัดร้านสวยมากครับ ชอบจังเลย เสร็จแล้วพวกเราก็กลับมาโรงแรมครับ  ผมอาบน้ำเสร็จก็ไปเดินเล่นข้างนอกโรงแรมกับโทรศัพท์กลับประเทศไทยครับ ที่ชอบไปคือร้านขายของชำใกล้ ๆ โรงแรมที่มีพ่อค้าอัธยาศัยดีพยายามพูดกับเรางานนี้ซื้อไม่อั้นครับ โดยเฉพาะไอศครีมมีให้เลือกหลายแบบอีกทั้งราคาถูกกว่าบ้านเราอีกเลยซื้อที่กะว่าแพงที่สุดแต่พอตีเป็นเงินไทยเกือบ 20 บาท ถ้าเป็นที่ประเทศไทยก็ 30 บาทนะครับ ทานเสร็จแล้วกลับมานอนหลับสบายเตรียมตัวไปเดินกำแพงเมืองจีนพรุ่งนี้ครับ