ปัญหาหลัก ๆ ของคนเลี้ยงโคในช่วงนี้ถือได้ว่ามีน้อย เพราะเมื่อมีฝน หญ้าตามคันนา ตามไร่ตามสวน ข้างถนนมีให้เก็บเกี่ยวเป็นจำนวนมาก  ขึ้นอยู่กับว่าใครขยันหรือจัดการเป็นก็เก็บเกี่ยวหญ้าได้มาก

        แต่ก็แปลกอยู่อย่างว่า โดยธรรมชาติแล้วในหน้าฝนนี้คนเลี้ยงวัวน่าจะเลี้ยงสบายขึ้นด้วยการให้วัวแทะเล็มหญ้าเกี่ยวหญ้ากินเอง โดยที่คนเลี้ยงไม่ต้องวิ่งเต้นไปหาเกี่ยวหญ้าให้เมื่อย  เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีหญ้าหรืออาหารสมบูรณ์  แต่วัวกลับถูกผูกไว้ที่บ้าน ปล่อยให้ข้าวเจริญเติบโตในนา  พอหญ้าเขียว ๆ หมด เหลือแต่ตอซังและฟางข้าวเหลือง ๆ วัวกลับถูกปล่อยให้แทะเล็ม

        ถ้าคนเลี้ยงวัวเปลี่ยนที่นามาเป็นแปลงหญ้าสัก 2- 3 ไร่ แล้วจัดการเลี้ยงวัวให้เป็นระบบมากขึ้น ปัญหาการขาดแคลนอาหารก็จะทุเลาลงหรือหมดไปในที่สุด หรืออาจเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาแทนถ้ามีหญ้าเกินความต้องการ

        ดังเช่นพ่อทอง ศรีธรรมมา คนใจดีของเรา ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยงวัวเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ปัญหาการขาดแคลนอาหาร แต่เป็นมีอาหารเหลือเฟือ เพราะพ่อทองมีแปลงหญ้าแพงโกลาเกือบ 2 ไร่  ดังนั้นหญ้าสำหรับเลี้ยงวัวมีเหลือเฟือ

         พ่อทอง มีปัญหาดูแลวัวไม่ไหวเพราะมีถึง  8  ตัว  วัว ๆ เอาแต่หาอาหารเกี่ยวหญ้าให้วัว ทำให้ไม่มีเวลาดูแลเรือกสวนไร่นา จึงตัดใจขายวัวในฝูงไป 6  ตัว เพื่อแก้ปัญหานี้ เหลือไว้แค่  2  ตัว 

         เมื่อเหลือวัวแค่  2  ตัว  หญ้าที่มีก็เหลือแหล่ละที่นี้  พ่อทองก็คิดหนัก เพราะเมื่อหญ้าโตแล้วไม่ตัดหญ้าก็จะแก่มาก ใบที่อยู่ชั้นล่างก็จะเหลืองหรือเปื่อย วัวก็จะไม่ชอบกิน

        ก็ได้แต่แนะนำว่า ถ้ามีหญ้าเหลือเฟือก็น่าจะทำหญ้าหมักไว้ให้วัวกินในหน้าแล้งแทน 

        พ่อทองก็ยังลังเลใจว่าจะทำดีไหมไอ้หญ้าหมักนี่ จะเป็นการเพิ่มต้นทุนหรือเปล่า   และเมื่อคิดดีแล้ว พ่อทองก็บอกว่าจะยังไม่ทำหญ้าหมัก เพราะหญ้าตามธรรมชาติมีมากอยู่แล้ว

       เมื่อตัดสินใจไม่ทำหญ้าหมัก  หญ้าที่เหลือก็มากขึ้นจนทำให้ไม่มีที่เก็บรักษา  ต้องหาทางะบายหญ้าออก

      พ่อทองจึงประกาศขายหญ้าแพงโกลา  กิโลกรัมละ 2  บาท  แต่จนแล้วจนรอดตอนนี้ก็ยังไม่มีใครมาซื้อหญ้าสด (แพงโกลา) เพราะคนเลี้ยงวัวยังมีหญ้าตามธรรมชาติอีกมาก

       พ่อทองคงต้องลุ้นหรือทำนโยบายการตลาดใหม่แน่ ๆ