ความเข้าใจใน"อิสลาม"

ได้อ่านบทความของ โจนัส จาก www.rta.mi.th/ เมื่อ วันที่ : 22 มิถุนายน 48 16:42 เห็นว่ามีประโยชน์สำหรับการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับ "ศาสนาอิสลาม" จึงคัดลอกมาบันทึกไว้ ณ ตรงนี้........

อิสลาม : แนวทางแห่ง “ผู้เป็นเจ้า”

ลักษณะที่สำคัญที่สุดของอิสลามก็คือ เป็นแนวทางที่ถูกประทานมาจากผู้สร้างโลก สร้างจักรวาล ผู้เป็นปฐมเหตุของทุกสรรพสิ่ง ไม่ใช่ผลงานการคิดค้นของนักคิด นักปราชญ์ คนใด มิใช่สิ่งที่ได้จากปัญญาชนที่ชาญฉลาดยุคใดยุคหนึ่ง มิใช่การสร้างสรรค์ของคณะรัฐบาล หรือมหาราชา ของแว่นแคว้นใดแว่นแคว้นหนึ่ง

อิสลามถูกประทานลงมาผ่านมนุษย์สามัญชนที่มีคุณสมบัติเป็นเลิศ ซึ่งเรียกกันตามศัพท์ภาษาอาหรับว่า นบี ตรงกับความหมายภาษาไทยว่า “ผู้ประกาศข่าว” หรือใช้คำว่า “เราะซูล(รสูล)” ให้ความหมายว่า “ผู้นำสาส์น” คำศัพท์พวกนี้ถูกอนุโลมให้แปลเป็นภาษาไทยว่า “ศาสดา” เท่านั้น ทั้งที่ไม่ตรงความหมาย เพราะว่า ศาสดา เป็นผู้ก่อตั้งศาสนา แต่อิสลามไม่ได้ถูกก่อตั้งโดยมนุษย์ หากแต่ถูกประทานมาจากผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาล อิสลามจึงเป็นผลผลิตของผู้เป็นเจ้า หรือเรียกกันในภาษาอาหรับว่า “อัลลอฮฺ” ดังที่อัลลอฮฺได้กล่าวไว้ในหัจญฺอำลา(หัจญะตุล วะดาอฺ) ในวันอะรอฟะฮฺ ไว้ว่า

“วันนี้ ข้าได้ให้ความสมบูรณ์แก่พวกเจ้า ซึ่งศาสนาของพวกเจ้า และข้าได้ให้ความครบถ้วนแก่พวกเจ้า ซึ่งความโปรดปรานของข้า และข้าได้พึงพอใจแก่พวกเจ้า ด้วยอิสลามให้เป็นศาสนา” (อัล-มาอิดะฮฺ 5 : 3)

ด้วยเหตุนี้เอง ที่อิสลามสามารถอ้างตัวเองได้ว่า ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ชาติใดชาติหนึ่ง ชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง อีกทั้งสามารถอ้างได้อีกว่า เป็นระบอบที่รอดพ้นจากความบกพร่องจากความจำกัดของสติปัญญามนุษย์ ตัวของท่านนบีมุฮัมมัดนั้น เป็นเพียงผู้นำสาส์น ท่านไม่มีสิทธิอันใดในการวางกฎหมาย แนวทางแห่งอิสลามเลย สิ่งที่ท่านได้กระทำไป เป็นไปตามเจตจำนงของผู้เป็นเจ้า 

 ความหมายของแนวทางแห่ง “ผู้เป็นเจ้า” ความหมายที่อิสลามได้ย้ำว่า อิสลามเป็นแนวทางแห่งผู้เป็นเจ้านั้น มีสองด้าน

 

ด้านหนึ่ง เป็นการยืนยันว่า “ผู้เป็นเจ้า” เท่านั้น ที่เป็น “เป้าหมาย” ที่แท้จริง เป็นทิศทางที่มนุษย์ต้องเปลี่ยนชีวิตไปสู่, "คำสอน"

อิสลาม...จึงเน้นทุกกิจกรรมของชีวิต ไม่ว่าในมัสญิด หรือนอกมัสญิด ในบ้านหรือที่ทำงาน เรื่องส่วนตัวหรือเรื่องส่วนรวม ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ต้องทำเพื่อ “ผู้เป็นเจ้า” เท่านั้น

มนุษย์จึงมีชีวิตอย่างมีเป้าหมาย เขาพบคำตอบว่า เขาคือใคร? อยู่บนโลกนี้ทำไม? การดำรงอยู่อย่างสงบมั่นคง เพราะเขารู้ที่มาของชีวิต เป้าหมายของการสร้าง และที่ที่จะเดินทางไป ชีวิตของมนุษย์ที่หันหน้าสู่ผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง จึงเท่ากับคนคนนั้นได้หันกลับไปสู่ “ธรรมชาติ” ที่แท้จริงของการสร้าง กลับคืนไปสู่ความสงบ ความร่มเย็น เป็นการยุติความขัดแย้งภายในตัวตนของเขา

ชีวิตเยี่ยงนี้จะถูกปลดปล่อยจากสิ่งจอมปลอมทางโลก เขาสามารถควบคุมอารมณ์ใคร่ฝ่ายต่ำทั้งหลาย กลายเป็นชีวิตที่เป็น “อิสระ” ที่แท้จริง

 

ด้านที่สอง เป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า “ผู้เป็นเจ้า” เท่านั้น ที่เป็น “แหล่งที่มา” ของ วิถีทางของมนุษย์ แหล่งที่มาในการที่จะติดต่อและเข้าถึง “ผู้เป็นเจ้า” ได้ ก็ต้องมาจากการกำหนดของผู้เป็นเจ้าเอง นั่นก็คือ “อิสลาม” ที่ถูกเรียกว่า “แนวทางอันเที่ยงตรง” นั่นเอง

อิสลามกล้าประกาศว่าเป็นแนวทางเดียวว่า มาจากผู้เป็นเจ้าที่ยังคงรักษาสภาพดั้งเดิมไว้ได้ ท่ามกลางแนวทางต่างๆ ซึ่งมีแหล่งกำเนิดหรือแหล่งที่มาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จากสามทางต่อไปนี้

ทางแรกมาจากการคิดจากมันสมองของมนุษย์ เช่น ลัทธิคอมมิวนิสต์, ลัทธิทุนนิยม เป็นต้น ซึ่งไม่พ้นจากความบกพร่อง เนื่องจากความจำกัดของปัญญามนุษย์,

ทางที่สอง มาจากแนวคิดทางศาสนาของศาสดาที่ค้นพบเอง เช่น ศาสนาต่างๆในจีนและอินเดีย ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่า เดิมแล้วเป็นศาสนาที่มาจากอัลลอฮฺหรือไม่ การค้นพบสัจจะที่ถูกอ้างนั้น ขาดน้ำหนักในการยึดถือมาเป็นสัจจะสูงสุด ,

ทางที่สามเป็นศาสนาที่มาจากอัลลอฮฺ แต่ถูกบิดเบือน แก้ไข จนสูญสิ้นความแท้จริงไป เช่น ศาสนายิว, ศาสนาคริสต์ เป็นต้น ซึ่งคัมภีร์ของกลุ่มนี้ถูกเปลี่ยนแปลง และมีความแตกต่างกันในผู้ที่ดำเนินตาม ความจริงนี้ถูกยอมรับกันทั่วไป

อิสลามจึงประกาศเป็นวิถีทางเดียวว่า ถูกเก็บรักษาในรูปแบบดั้งเดิม เป็นวิถีทางที่รับมาจากผู้เป็นเจ้า ผ่านศาสนทูตท่านสุดท้าย โดยให้คัมภีร์ที่บรรจุคำสอนนี้ เป็นสิ่งพิสูจน์ว่ามุฮัมมัด เป็นศาสนทูตจริงหรือไม่? ในเมื่อคัมภีร์ยังคงอยู่จนถึงวันนี้ ก็ย่อมหมายถึงโอกาสที่ให้มนุษย์พิสูจน์ถึงความแท้จริงของอิสลามจึงยังคงมีอยู่ แม้กระทั่งในวันนี้

แนวทางทั้งหมดของอิสลามจึงถูกกำหนดโดยผู้เป็นเจ้า "อะกีดะฮฺ" หรือ "หลักยึดมั่น" ก็ถูกกำหนดโดยผู้เป็นเจ้า ไม่มีมนุษย์คนใด แม้แต่นบีมุฮัมมัด มีสิทธิเข้าไปเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลง หลักปฏิบัติต่างๆ ก็ถูกกำหนดทั้งปรัชญาและรูปแบบโดยผู้เป็นเจ้า "ตะเซาวุฟ" หรือ "การขัดเกลาจิตใจสู่ผู้เป็นเจ้า"  ก็ไม่ใช่ผลการคิดค้นของมนุษย์ เป็นวิธีการที่ถูกวางมาจากผู้เป็นเจ้า