จากความเดิมผลพลอยได้จากการประเมินคณะศึกษาศาสตร์ ที่ทำให้เราได้รับความรู้ดีๆ จาก ๒ สถาบันคือ มหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งทำให้เราได้รับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการบริหารงาน ผมไม่อยากให้ความรู้นั้นหายไป เลยเขียนเล่าในบันทึกนี้ต่อเป็นตอนที่สองครับ (ความเดิมตอนที่ 1 )
เท่าที่ผมทราบ ตอนนี้มีนักศึกษาจากประเทศจีน โดยเฉพาะ แถบชายแดน เช่นคุณหมิง ยูนาน เข้ามาเรียนที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏทางภาคเหนือ เช่น เชียงราย อุตรดิตถ์ นครสวรรค์เป็นจำนวนมาก เพราะค่าเรียนของเราถูกกว่า และการแข่งขันน้อยกว่าในประเทศจีน
นอกจากนี้ คณบดีศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยยูรพา ยังเล่าให้พวกเราฟังว่า ตอนนี้ที่ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา กำลังจะเป็นต้นแบบในการออกแบบระบบการสอน e-Learning ที่เน้นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ฝึกเรื่องของความคิด+กิจกรรม (Active e-Learning) มากว่าการเรียนแบบอ่านและดู (Passive e-Learning) โดยได้ ศ.ดร.ชัยยงค์ พรหมวงค์ เจ้าพ่อการออกแบบระบบการสอนของเมืองไทย จาก มสธ.มาช่วย
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือคณะศึกษาศาสตร์ ได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ให้จัดหลักสูตรการศึกษา ภาษาจีน ภาษาเกาหลี หลักสูตรนานาชาติ ในการดำเนินงานแบบนอกระบบ ซึ่งนับว่าเป็น นวัตกรรมการบริหารงาน (Administration Innovation) ที่ให้หนึ่งหน่วยงานมีสองระบบการบริหาร อีกหนึ่งหน่วยงานบริหารแบบราชการ อีกหนึ่งหน่วยบริหารแบบนอกระบบ ซึ่ง รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร ได้บอกว่าเกิดความคล่องตัวดีมาก สามารถบริหาร จ้างอาจารย์จากต่างประเทศในเงินเดือนที่สูงกว่าระบบราชการได้
ซึ่งทำให้ผมคิดตามไปว่า ที่มหาวิทยาลัยทั้งหลายที่จะออกนอกระบบ เพราะอ้างความไม่คล่องตัวในการบริหารนั้นต้อคิดใหม่ เพราะตัวอย่างมหาวิทยาลัยบูรพา ที่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ แต่ก็มีหน่วยงานที่บริหารแบบนอกระบบได้ ซึ่งไม่ใช่แต่บูรพาเท่านั้น ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักคอมพิวเตอร์ หรือมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่วิทยาลัยพลังงานฯ ก็บริหารแบบนอกระบบ เช่นกัน
และในวันนั้นจากการที่มี ๓ มหาวิทยาลัยอยู่ด้วยกัน ก็มีการเริ่มคิดที่จะเกิดความร่วมมือระหว่างภาคี ๕ มหาวิทยาลัยในเครือ มศว.เดิม คือ มศว. มน. มบ. มค. มท. และผนวก ศิลปากร ขอร่วมด้วย ว่าในเครือศึกษาศาสตร์ เราจะมีวารสาร International Education Journal ร่วมกัน โดยเราคุยกันไว้ว่า ถ้าอาจารย์แต่ละสถาบันส่งไปลงเราจะไม่เก็บค่าลงตีพิมพ์ แต่เราจะลงขันร่วมกัน และเราคุยกันว่าเราจะแลกเปลี่ยนบทความวารสาร ภาษาไทย ระหว่างแต่ละสถาบันร่วมกัน เพื่อให้เกิดความหลากหลายของบทความวิจัย โดยเราจะไม่เก็บค่าลงตีพิมพ์ ซึ่งตอนนี้บูรพา วารสารมีคนส่งไปลงตีพิมพ์มากจน ต้องเก็บค่าลงตีพิมพ์ บทความละ 2500 บาท
(ยังเล่าไม่จบนะครับ ค่อยๆ คั้นความรู้ และความจำออกมา เป็นอย่างนี้และครับ ผลแห่งการไม่รีบบันทึก ความรู้เลยระเหยออกไปเยอะ)