เรียนรู้จากการประเมิน คณะศึกษาศาสตร์ |
ในการประเมิน คณะศึกษาศาสตร์ รอบนี้ คณะศึกษาศาสร์ ได้รับเกียรติจากคณบดี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยบูรพา ในกิจกรรมนี้ ผมได้ร่วมกิจกรรมในฐานะ ผู้ถูกสัมภาษณ์ และเข้าฟังการ React ในฐานะบุคลากรคนหนึ่งของคณะศึกษาศาสตร์
ถ้าถามว่าได้อะไรจากการประเมินครั้งนี้ สิ่งที่ได้ก็คือ ได้ FeedBack ให้คณะได้รับทราบข้อมูล ผ่านคณะกรรมการประเมิน ซึ่งสิ่งที่ผมเสนอกลับไป คือเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ที่ภาควิชา ได้รับจากคณะ ร้อยละสิบของเงินรายได้ ซึ่งในปัจจุบันนั้น เมื่อรวมครุภัณฑ์ แล้วที่ภาควิชาเงินแทบจะไม่พอใช้ ปัจจุบันนี้ แม้กระทั่งหมึกพิมพ์ เราก็ต้อง ร้องเพลงรอแล้วรออีก ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการ จัดบริการ Wiress Access ให้บริการตามห้องเรียน ซึ่งปัจจุบันนิสิต มีโน้ตบุ๊ค ใช้ในห้องเรียน แต่ทาง Citcoms (ควรให้เป็นระบบเดียวกัน)ยังไม่ติดตั้งบริการ
ไม่เอาดีกว่า ไม่อยากพูดเรื่องความเครียด ในวันนั้นเมื่อมีการ ReAct ผลการประเมิน ซึ่งในหลายๆ เรื่อง คณบดีจากสองสถาบัน ค่อนข้างทึ่ง และชื่นชม เรื่องความเข้มแข็งในการประกันคุณภาพ ของคณะศึกษาศาสตร์ ซึ่งเราสามารถดำเนินกิจกรรม PDCA ได้อย่างครบวงจร ซึ่งมีพี่เลี้ยง ที่ดีแล้วเข้าใจในงานประกัน ของพี่จิ๋ว (รศ.เทียมจันทร์ พานิชย์ผลินไชย) และการลงมาเล่นด้วยตนเองของคณบดี เมื่อปีที่แล้วเราได้คะแนน 5 เต็มใน Part A
และในปีนี้เราก็ทำคะแนนผลการประเมินได้ไม่แพ้ปีที่แล้ว
ในตอนหนึ่งที่เป็นบทเรียนที่ผมว่าเป็นผลพลอยได้จากการประกันคุณภาพ ก็คือมิตรภาพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากสถาบันอื่น |
ซึ่งในวันนี้ผมได้แสดงความคิดถึงเรื่อง การเปิดหลักสูตรสองปริญา ในสาขา กศ.บ. และ ศศ.ม. ภาษาอังกฤษ ซึ่งเคยเป็นสาขาที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ควบคู่มากับเทคโนโลยีการศึกษา แต่ในปัจจุบันนี้ คณะศึกษาศาสตร์ มอนอ เปิดเพียง ๒ หลักสูตร คือเทคโนฯ กับคอมพิวเตอร์ศึกษา และแนวโน้มต่อไปในอนาคต เราจะเปิดสองปริญญา ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์
สาเหตุที่เราเปิด เอกภาษาอังกฤษ ไม่ได้นั้น เพราะว่าจัดการศึกษาแล้วขาดทุน คณบดีลองคำนวณ แล้วว่า เมื่อเปิดสอน เราไม่มีอาจารย์ของเราเอง เราต้องขอความอนุเคราะห์อาจารย์จากคณะมนุษยศาสตร์ เมื่อเราเปิดสอน พบว่าทำให้อาจารย์คณะมนุษย์ต้องสอนเกิน ทั้งนี้ อาจารย์คณะมนุษย์ ก็สอนหนักอยู่แล้ว ประมาณ 20-30 คาบต่อสัปดาห์ เพราะต้องสอน Service วิชาพื้นฐาน และเมื่อสอนเกินส่วนของค่าสอนเกินก็ขอมาเบิกกับคณะศึกษาศาสตร์ ทั้งที่ ค่าลงทะเบียนเรียนในวิชานั้นก็จ่ายไปทางคณะมนุษย์แล้ว (คณบดี คณะศึกษาศาสตร์ ให้ความเห็นว่าเป็นความเป็นธรรมที่เราต้องจ่ายเพราะอาจารย์ท่านสอนเกินจริง ๆ)ดังนั้นทางคณะศึกษาศาสตร์ จึงได้ชลอการเปิด เอกอังกฤษออกไปก่อน เพื่อหาแนวทางจัดการหลักสูตรใหม่ แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถ ได้รับความร่วมมือจากทางคณะมนุษย์ในการร่วมเปิดสองปริญญาอยู่ดี ได้รับแจ้งว่า คณะมนุษยศาสตร์ยังไม่พร้อมในการทำหลักสูตร 2 ปริญญา
ซึ่งในวันนั้น ทางมหาวิทยาลัยบูรพา ได้เล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้พวกเราฟังว่า ตอนนี้ที่ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนูรพา นั้นเปิดสอน กศ.บ. ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น และกำลังจะเปิดภาษาเกาหลี เพิ่มอีก โดยใช้สูตร ๒:๒ คือเรียนที่เมืองไทย ๒ ปี และไปเรียนที่ประเทศเจ้าของภาษาอีก ๒ ปี
ส่วนคณบดี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าแลกเปลี่ยนให้พวกเราฟังว่า "ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรนั้น เรามีการจัดการเรียนการสอนเอกภาษาอังกฤษ และภาษาจีน" โดยภาษาอังกฤษ ที่ศิลปากร อาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษ นั้นเป็นอาจารย์ในคณะศึกษาศาสตร์ นอกจากสอนในคณะ แล้ว ที่ศิลปากร อาจารย์ภาษาอังกฤษ ศึกษาศาสตร์ ยังต้องสอน Service วิชาภาษาอังกฤษ พื้นฐานให้กับวิชาทั่วไป ร่วมกับคณะมนุษย์อีกด้วย ส่วนภาษาจีนนั้น ใช้หลักสูตร ๒:๒ เหมือนกับบูรพา คือเรียน สองที่ และได้สองปริญญา
ตอบ อาจารย์รุจโรจน์ แก้วอุไร
ผมขอเพิ่มข้อมูลที่ อ.หนึ่งเขียน เพื่อความสมบูรณ์ และไม่เข้าใจคลาดเคลื่อนนะครับ
1. การจัดสรรงบประมาณ ที่ภาควิชาได้รับจากคณะร้อยละสิบของเงินรายได้ เป็นแนวปฏิบัติที่ผมใช้นโยบายเดิม ตั้งแต่สมัย รศ.ดร.ประหยัด จิระวรพงศ์ เป็นคณบดีมา 8 ปี
2. งบประมาณเมื่อรวมครุภัณฑ์ ภาควิชาแทบไม่พอใช้ ถ้าเขียนแค่นี้ คนอ่านจะเข้าใจคลาดเคลื่อนนะครับ ตัวอย่างที่ยกมา เช่น หมึกพิมพ์ นั้นเป็นวัสดุกระมังครับ ครุภัณฑ์ที่คณะรับผิดชอบและผมชี้แจงในการ React อ.หนึ่ง ไม่ได้เอาไปเขียน อาทิ
2.1 การตั้งงบซื้อคอมพิวเตอร์ทดแทนคอมพิวเตอร์ในห้องปฏิบัติการที่ครบอายุ 5 ปี และไม่เคยเปลี่ยน
2.2 คอมพิวเตอร์ที่อาจารย์ใช้งาน หากเกิน 5 ปี คณะตั้งงบประมาณซื้อทดแทนทุกปี รวมทั้งตั้งงบประมาณจัดซื้อให้อาจารย์ใหม่ทุกคน
3. กรณีที่ภาควิชาไม่มีงบประมาณเพียงพอ คณะได้จัดสรรเพิ่มให้ เช่น
3.1 งบค่าตอบแทนใช้สอยที่ภาควิชาฯ ขออนุมัติจากคณะฯ ให้อาจารย์ไปอบรมคอมพิวเตอร์ จำนวนเงิน 129,000 บาท คณะก็ได้อนุมัติในหลักการไปแล้ว ไม่แน่ใจว่า อ.หนึ่ง เป็นผู้ใช้งบประมาณส่วนนี้ด้วยหรือไม่ ?
3.2 ผมได้ไปสำรวจความต้องการที่ภาควิชาเทคโนฯ ด้วยตนเอง (โดยมี อ.หนึ่ง ร่วมเดินสำรวจกับผมด้วย) เมื่อทราบความต้องการก็ให้เสนอของบครุภัณฑ์ และสิ่งก่อสร้างจากคณะ เช่น การจัดซื้อตู้เก็บเอกสาร การปรับปรุงห้องพักในส่วนของภาควิชาเทคโนฯ ในปีนี้ (ปีที่ผ่านมาได้ใช้งบคณะปรับปรุงห้องพักอาจารย์ สำนักงานภาควิชาฯ และห้องเรียนบัณฑิตศึกษา)
4. เรื่องหลักสูตร ภาษาอังกฤษ ที่ อ.หนึ่ง สอบถามในที่ประชุม เวลาผมชี้แจงนั้น นำมาเขียนไม่ครบถ้วน
4.1 การจ่ายค่าสอนเกินในหลักสูตรของคณะศึกษาศาสตร์ ไม่ว่าในส่วนของคณะมนุษยศาสตร์ หรือ คณะวิทยาศาสตร์ ผมได้พูดต่อท้ายว่า เป็นความเป็นธรรมที่เราต้องจ่ายเพราะอาจารย์ท่านสอนเกินจริง ๆ
4.2 ข้อความที่ว่า แต่สุดท้ายไม่ได้รับความร่วมมือจากคณะมนุษยศาสตร์ นั้น “ผมพูดว่าได้รับแจ้งว่า คณะมนุษยศาสตร์ยังไม่พร้อมในการทำหลักสูตร 2 ปริญญา”
การสรุปโดยข้อความที่คลาดเคลื่อน อาจสร้างความเข้าใจผิดให้บุคลากรของทั้งสองคณะ ที่ผมระบุ และผู้อ่านท่านอื่นด้วยครับ
5. บริบทของคณะศึกษาศาสตร์ ม.บูรพา, ม.ศิลปากร และม.นเรศวร ต่างกันครับ ในการบริหารคณะจะต้องคำนึงถึง บริบท และข้อจำกัดด้วย เช่น
5.1 คณะศึกษาศาสตร์ ม.บูรพา มีอาจารย์หนึ่งร้อยกว่าท่าน อาจารย์สาธิตอีกสองร้อยกว่าท่าน เป็น สามร้อยกว่าท่าน ม.ศิลปากร มีอาจารย์เจ็ดสิบกว่าท่าน อาจารย์สาธิตอีกร้อยกว่าท่าน รวมเป็น สองร้อยกว่าท่าน ส่วน ม.นเรศวร มีอาจารย์ (รวมอัตราใหม่) สี่สิบกว่าท่านเท่านั้นครับ
5.2 คณะศึกษาศาสตร์ ม.บูรพา และม.ศิลปากร มีอาจารย์วิชาเอกในคณะศึกษาศาสตร์ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ฯลฯ ส่วน คณะศึกษาศาสตร์ ม.นเรศวร ไม่มีครับ
ผมคิดว่าการบันทึกจากการรับรู้ เรียนรู้ เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่ครบถ้วน และคลาดเคลื่อนเป็นอันตรายนะครับ
หากยังมีอะไรที่ต้องการรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม ยินดีด้วยความเต็มใจครับ เพราะ อ.หนึ่ง เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของคณะศึกษาศาสตร์
ต้องกราบขอบพระคุณ คณบดีสมบัติ นพรัก เป็นอย่างสูงครับ ที่กรุณาช่วยชี้แจง อธิบายข้อสงสัยของผม อย่างดี
ทั้งนี้ผมก็ในฐานะที่เป็นบุคลากรคนหนึ่งของคณะศึกษาศาสตร์ ที่อาจจะมีมุมมองและสะท้อนความคิด ออกมาอย่างที่พื้นฐานของคนทั่วไปเค้าคิดกัน แต่การใช้คำพูดสื่อความออกมาของผมอาจจะดูแบบลูกทุ่งไปหน่อย แต่ผมคิดอย่างไร ก็อยากจะสื่อความออกไปตามความคิดครับ เพื่อให้ตรงกับความคิด และไม่ต้องแปลความมาก ดังนั้นอาจจะกระทบกระเทือนสร้างความความคลาดเคลื่อนในการเข้าใจผิดบ้าง ผมต้องขอโทษ ด้วยครับ