วันนี้สำหรับการทำงานของผม มันคือวันที่ผมหนักอึ้งที่สุดในชีวิตของการทำงานในตำแหน่ง "รองคณบดี" เลยครับ ตั้งแต่เช้ายันเย็น สงสัยว่า ท่านคณบดีเดาเหตุการณ์วันนี้ออกครับ ว่าจะเป็นยังงัย เลยขอให้ผมอยู่ตลอดวัน ผมก็เลยอยู่ที่คณะตลอดวัน
ผมมาทำงานตั้งแต่ 08.30 น. ครับ ก็เห็นเอกสารตั้งบนโต๊ะกองใหญ่ เห็นหน้าปกก็เดาได้ว่า เป็นเรื่องสืบเนื่องจากเมื่อวานที่ผมได้จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาการทำสารนิพนธ์ฯ ไป
เรื่องนี้เดิมความตั้งใจของผมจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานนี้ครับ เพราะอยากให้เป็นบทบาทเต็มของสาขาวิชา ผมเพียงแค่อำนวยความสะดวกให้เท่านั้นพอ ซึ่งในใจคิดว่า เมื่อปี 47 ผมวางรากฐานไว้แน่นแล้ว จนไม่ได้ติดตามอะไรอีกเลยหลังจากนั้น แต่เมื่อตอนปัจฉิมนิเทศนักศึกษา เรื่องนี้กลับถูกนำมาเสนอปัญหาขึ้นมาในที่ประชุม ผมจึงตั้งใจว่า ผมคงต้องให้ความสนใจกับความเป็นมาเป็นไปของการทำสารนิพนธ์ของนักศึกษาเพิ่มขึ้น และเมื่อวานเป็นจุดเริ่มต้นประเด็นนี้ของผม ซึ่งมันเป็นไปอย่างที่ผมคิด คือ เส้นทางเดินที่ผมถากถางไว้ มันเต็มไปด้วยหญ้ารกเสียแล้ว เมื่อวานจึงต้องเริ่มต้นกันใหม่ ดีที่ไม่่ใช่ทั้งหมด
เมื่อเช้านี้เลยต้องทำความเข้าใจกระบวนการใหม่กับอาจารย์บางท่างตั้งแต่เช้าเลย
(รายการนี้ใช้เวลาไปประมาณเืกือบสองชั่วโมง)
เสร็จจากนั้นก็จัดอบรมแบบกระทันหันแก่เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปของคณะ และสาขาวิชา เรื่องการเขียนข่าวในเวปของคณะ เพราะผมปรับระบบของเวปคณะใหม่มาหลายเดือนแล้วครับ แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่เข้าใจว่าประชาสัมพันธ์ข่าวผ่านเวปได้อย่างไร (ใช้เวลาไปประมาณ 1 ชั่วโมงกับ 15 นาที)
จากนั้นกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานนั่งประชุมกับนักวิจัยอีกสองโครงการ ทั้งสองโครงการอยู่ระหว่างการเขียนโครงการเพื่อขออนุมัติสกว. ซึ่งผ่านรอบแรกมาแล้ว (ใช้เวลาไปจนถึงเที่ยงครึ่ง)
หิวข้าวมากครับ กลับไปทานข้าวที่บ้านพัก แล้วกลับมาทำงานต่อตอนบ่ายโมงสิบห้า โดยตั้งใจว่าจะตรวจเช็คงานนักศึกษาที่ค้างตรวจอยู่ ปรากฏว่า ก็ยังไม่ได้เริ่มทำครับ ก็ต้องไปนั่งประชุมกับท่านคณบดีและหัวหน้าสำนักเลขาฯ ปรากฏว่าต้องเบรกการประชุมระยะหนึ่ง เพื่อคุยประเด็นวิชาโทของสาขาวิชา รปศ. กับอาจารย์อีกท่านหนึ่ง ที่นำเสนอปัญหามาให้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย แต่มันเกิดมาได้ในสาขาวิชานี้ ได้ทางออกหลายทางครับ แต่คงเป็นงานที่ท่านคณบดีจะเลือกเอง
เสร็จจากการพูดคุยก็นั่งต่อครับ เพื่อพูดคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งท่านลาออก อันเนื่องจากผมนี้แหละครับ(เป็นไปด้ายยยยย. เหมือนกัน)
ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดที่จะไล่ใครออกครับ และไม่คิดว่าจะไปกดดันใครให้ออก แต่กลายเป็นประเด็นว่า ผมกดดันให้ออก (เอาเป็นว่าอะไรดีละครับ)
เรา(คณบดี ผมและหัวหน้าสำนักเลขาฯ) ตั้งใจจะไม่เอาโทษอะไรท่านอีกแล้ว แต่ปรากฏกว่า การเริ่มคุยของท่านอาจารย์ท่านนี้ ทำให้บรรยากาศมันตึงเครียดมาก จนเป้าหมายของการพูดคุยเปลี่ยนไปทันที หัวหน้าสำนักถึงกับลุกไปเอาสัญญาและหลักฐานต่างๆ มาคุยกันทีเดียว
สุดท้ายของการพูดคุย ผมบอกกับอาจารย์ท่านนี้ไปว่า ผมตั้งใจจะมาคุยกับอาจารย์ในวันนี้ เพื่อให้เรารู้สึกดีต่อกัน เพราะผมไม่ต้องการให้ใครโกรธผม และผมก็ไม่อยากรู้สึกโกรธกับใครเหมือนกัน แต่สิ่งที่อาจารย์นำเสนอทั้งหมดมันเป็นประเด็นที่อยู่ห่างไกลจากความตั้งใจ ในการพูดคุยวันนี้ของผมมาก
เสร็จการพูดคุยก็เกือบๆ สี่โมงเย็นแล้วครับ ยอมรับครับว่า ผมรู้สึกเครียดกับภาวะดังกล่าวมาก ถ้านับถึงตอนนี้จำไม่ได้แล้วครับว่า ถอนหายใจยาวๆ ไปกี่ครั้งแล้ว แต่ยังรู้สึกว่า ไม่ดีขึ้นเท่าไรเลย
ขอกลับบ้านแล้วพาลูกไปเที่ยวสนามเด็กเล่นดีกว่า เผื่อว่าอารมณ์จะดีขึ้น
ขอบคุณที่ช่วยอ่านครับจนจบครับ
แวะมาให้กำลังใจ..
เป็นปกติครับ ทุกคนจะคิดว่าตัวเองถูกเสมอ..
แต่อย่าลืมว่า ทุกคนต้องผิด และคนผิดที่ดีที่สุดคือคนสำนึกตนได้ (อัตเตาวาบูน)
ขอให้กำลังใจกับอาจารย์เสมอครับ มีองค์การหนึ่งในซูเราะห์ อัลมูลก เป็นองค์การที่สอง มีความหมายว่า อัลลอฮฺคือผู้สร้างความตายและความเป็น(ชีวิต) เพื่อที่จะทดสอบว่าใครในบรรดาพวกท่านเป็นคนที่มีผลงานที่ดีที่สุด
ฉะนั้นขอให้อาจารย์ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ใครในโลกใบนี้จะสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็น เว้นแต่อัลลอฮฺเท่านั้น
ขอบคุณครับสำหรับทุกกำลังใจ
อาจารย์ครับ…หลายต่อหลายครั้งที่คนเรามักมองไม่เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง ทำใจกับความเป็นมนุษย์เถอะครับคิดซะว่าเราทำดีที่สุดแล้ว อัลลอฮฺจะเป็นผู้ตัดสินการงานทุกอย่างของเรา ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์ต่อไป…วันนี้ถึงเราอาจจะล้มลงบ้างกับความเหนื่อยล้า แต่ใช่ว่าวันข้างหน้าเราจะไม่ลุกขึ้นมาอีกหนิครับ เพราะอย่างน้อยวันนี้อาจารย์ก็พร้อมที่จะสู้มันต่อไปอีกเพื่ออิสลามไม่ใช่หรือครับ…สู้เถอะครับจะด้วยวิธีใดก็ตาม ขอเพียงเราไม่ท้อไปเสียก่อน