การสนทนาในภาคบ่ายของวัน เร้าใจยิ่งขึ้นตามลำดับเมื่อ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด เชิญ ดร.วรภัทร์   ภู่เจริญ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกับ ดร.ปรอง  กองทรัพย์โต และ ดร.เกษรา รักชาติ ในหัวข้อ " ประสบการณ์การพัฒนาองค์กรแนวใหม่"

ดร.วรภัทร์ ที่ปรึกษาด้านการวางกลยุทธ์และพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน มาเปิดเวทีเป็นคนแรกด้วยเรื่องปรมาจารย์ของ LO/KM อันยิ่งใหญ่

ศาสดาและหลักศาสนา คือปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ของ   LO/KM เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ของการเรียนรู้ อิทธิบาท ๔ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก

 

-    LO/KM เป็นวิชาทางวัฒนธรรม   เป็นน้ำมันหล่อลื่นที่ผู้บริหารเป็นคนหยอด 

-    LO/KM ว่าด้วยการเปลี่ยนสันดานคน สันดานชอบกอดอกดู ต้องเปลี่ยนเป็นชอบทำ ลงมาเรียนรู้ ลงมาดัดสันดานพร้อมกับลูกน้อง

-    ต้องดูที่ตัวเราก่อน  LO/KM ไม่ใช่เรื่องของระบบเหมือนที่เคยเล่นกันมา แต่เป็นการเปลี่ยนสันดาน

-    เป็นเรื่องที่ทำแล้วเห็นความสุข  คนทำต้องมีศรัทธาในตัวเอง ศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ เรียนรู้ที่จะให้ ทั้งให้อภัย และให้โอกาส ถึงแม้ว่าจะทำแล้วยังผิดอยู่ดีแต่เราก็ต้องให้โอกาส  

-    ต้องปรับวิธีคิด

ระบบการศึกษาไทยเป็นแบบเสพนิยม บริโภคนิยม ไม่ค่อยทำ จึงไม่รู้ว่าถ้าทำแล้วจะได้ธรรม   LO/KM เหมือนการปฏิบัติธรรม ผมเป็นคริสต์แล้วมาเพิ่มเป็นพุทธ ต้องทิ้งตัวเองก่อน

เริ่มจากอิทธิบาท ๔ คือต้องมีฉันทะ  ปริญญาปิดกั้นการเรียนรู้หลายอย่่าง สันดานวิศวะคิดว่าตัวเองเก่ง มอง ๑+๑ =   LO/KM เป็นวิชาวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ คนต้องทิ้งตัวเองก่อนแล้วถ ึงจะเรียนรู้ได้

สุนทรียสนทนาเป็นการใช้จิตดูจิต ต้องเปิดตัวเองออกจากกะลาของวิิทยาศาสตร์ ทุกอย่างในโลกเข็มขัดสั้น (คาดไม่ถึง)

ดร.ปรอง  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท สแปนชั่น (ประเทศไทย) จำกัด มาตอบโจทย์ว่า "อัจฉริยะ"ไปเพื่ออะไร

อัจฉริยภาพคืออะไร ไม่มีคำตอบมาให้ แต่หากเปลี่ยนเป็นการตอบว่าอัจฉริยะไปเพื่ออะไรนั้น มีคำตอบอยู่ ๔ ประการด้วยกัน

-    อัจฉริยภาพของมนุษย์เกิดขึ้นเพื่อความอยู่รอด

-    เพื่อมีความมุ่งมั่นในความฝัน เพื่อดำเนินการตามความเชื่อ ความงาม ที่ยึดถือ

-    เพื่อแผ่ขยายความมั่นคง

-    เพื่อให้มีชื่อเสียงเกิดขึ้นในความทรงจำ

อัจฉริยะไม่ใช่อะไรที่เกินเลยจากสิ่งที่เราพบอยู่ องค์กรในทางปฏิบัติเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต อัจฉริยะในองค์กรเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีคนอัจฉริยะเข้าไปอยู่ ซึ่งมองได้เป็น ๔ มิติ คือ สมอง สองมือ หัวใจ จิตวิญญาณ   คนต้องลงมือทำ  และเพิ่มอีก ๒ มิติสำหรับองค์กร คือ สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม และความสุข ที่จะมีส่วนช่วยให้คนเติบโตได้ ต่อยอดได้

ความคิดที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน การคิดเหมือนนั้นไม่ดี  ต้องคิดต่างแต่ต้องประสานกัน ถ้าซ้ายหัน ขวาหันตามกันหมด องค์กรจะไม่ไปถึงไหน การคิดกว้าง คิดขยาย ทำให้เราต่อยอดความคิดได้ โครงสร้างขององค์กรเป็นเพียงภาพลวงตา

ถ้าคนดีแล้ว สภาพแวดล้อมดีแล้ว ต้องสร้างสมดุล  ต้องมีสติและความจดจ่อ ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม

เราติดอยู่ในโลกวิทยาศาสตร์แบบนิวตั้น ต้องแบ่งแยก ต้องพิสูจน์ แต่สมองของเราทำงานอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมโยง ผู้ที่เป็นนักปราชญ์ตามแนวความคิดของกรีก ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้รอบด้าน ทั้งดาราศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ปรัชญา เรขาคณิต พลศึกษา ดนตรี เกิดเป็นความเชื่อมโยงของสมอง ที่ทั้งรู้ลึก และรู้รอบไปพร้อมกัน

สแปนชั่นมีความมุ่งมั่นคงที่ แต่ให้คุณค่ากับค่านิยม ๕ ประการ ที่ทำให้องค์กรอยู่ได้ มีการจัสรรคนที่เหมาะที่สุด ไม่ใช่เก่งที่สุด นิยมคนรู้ลึกและรู้กว้าง ตอนสัมภาษณ์จะมีการถามถึงอะไรคือเรื่องไม่ได้เรื่องที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต ดูคนจากประกายตา ส่วนมากแล้วคนที่เป็นวิศวกรมักจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง พูดไม่เข้าหูคน ทำอย่างไรให้เขาอยู่ในสังคมนี้ได้

องค์กรมีหน้าที่ดูแล พัฒนาบุคลากรทางด้าน

-   ร่างกาย ให้เขารู้จักดูแลสุขภาพของตัวเอง พักผ่อนหย่อนใจเป็น ซึ่งเป็นมิติที่สำคัญกว่ามิติอื่นๆ

-   จิตใจ  มีกิจกรรมที่จะทำให้เขาเป็นผู้ให้ เป็นผู้ที่รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น

-   สังคม อารมณ์  ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน พวกเขาต่างก็เป็นพ่อ แม่ สามี ภรรยา มีคนรอบตัวที่เขาต้องดูแลด้วยกันทั้งสิ้น

-   สติปัญญา  มนุษย์ต้องเรียนรู้เอง สอนกันไม่ได้ เมื่อแต่ละคนเสพข้อมูลเข้ามาแล้วก็เกิดเป็นความแตกต่างในการตีความ  เขาโตมาอย่างไร ผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง เขาคิดอย่างไร ทำไมจึงคิดอย่างนั้น เป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละบุคคล   แต่สิ่งองค์กรทำได้คือ สร้างสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมในการทำงานให้เขา "ใฝ่รู้"

องค์กรต้องเตรียมคนให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมการจัดการความรู้ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เป้าหมายขององค์กรยังคงเป็นเป้าหมายที่สำคัญ

กลยุทธ์ เครื่องมือ การจัดการ เป็นเทคนิคให้คนต่อยอดความรู้กัน และสะสมกันเป็นความรู้ขององค์กร ความรู้ที่มีอยู่ก็ต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสภาพแวดล้อมต้องเอื้อให้คนเกิดการต่อยอดความรู้ของตัวเองอยู่ตลอดเวลาด้วย