แมวรู้สึกอึมครึมอย่างไรชอบกล ตุ๊กแกก็ไม่สบาย จิ้งจกไปเป็นเพื่อนให้กับตุ๊กแกที่โรงพยาบาล ส่วนโกร่งหรือก็ไปกับนายพราน อยู่บ้านผู้เดียวมันเหงาๆ จึงเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปที่หมูซึ่งอยู่กลางทุ่ง ครั้นหมูเห็นแมวเดินมาจึงทักทายขึ้นว่า เป็นไง เหงาละสิถึงมาหาฉันเอ๊ะ นายรู้ได้ไงว่าฉันเหงา”“จะไม่รู้ได้ไง ก็ดูสีหน้าของนายสิ หมองๆอย่างไรชอบกล”“หือ นี่นายไปเรียนเป็นหมอดูจากอาจารย์ที่ไหนมาล่ะ”“นี่ หน้าตาอย่างนายนะ ไม่ต้องไปเรียนหมอดูหรอก ยามนายสนุกสนาน ดีใจ นายก็จะระริกระรี้ออกหน้าออกตา แต่ยามนายอารมณ์แปลกๆ หน้าตานายก็จะหงอยๆ ยามที่นายโกรธ นายก็จะตะบันทันที ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ หรือหากเป็นหมอก็ไม่ต้องใช้วิชาหมอดูแต่อย่างไรเลย”“อืมม เพื่อนอย่างหมูก็มีความสำคัญกับแมวอย่างฉันเหมือนกันนะเนี่ย”“แหงอยู่แล้ว..ยามทุกข์ละมา ยามสุขแล้วหายทุกทีแมว .....

                 แมวและหมู ก็หยอกล้อกันไปหยอกล้อกันมาตามประสาเพื่อน สักครู่หนึ่งแมวก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงเอ่ยขึ้นว่า ได้ข่าวว่า วันก่อนนายแอบไปกินชมพู่ของกา และถูกกาจิกไม่ใช่หรือหมูมองหน้าแมวแวปหนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นว่า ฉันผิดด้วยหรือ แล้วทีกาไปขโมยชมพู่มาจากไก่แจ้ล่ะ ทำไมใครๆ ไม่พูดถึงบ้างแมวนิ่งอยู่พักใหญ่ พร้อมกับชำเลืองตาปริบๆมองหน้าหมู แหม พ่อหมูใจน้อย แค่นี้ก็ทำงอน…. อันผิดหรือถูกฉันก็เดาไม่ออก แต่เท่าที่ฉันรู้ ทั้งผิดและถูกล้วนเป็นสิ่งสมมติขึ้นมาเพื่อแทนพฤติกรรมอะไรบางอย่าง ผิดที่เราพูดถึงในวันนี้ อีกร้อยปีอาจไม่ใช่ผิดก็ได้นะ แต่สิ่งที่นักปราชญ์กล่าวคือ อย่าพึงเอาความผิดของผู้อื่นมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ตนรอดพ้นจากความผิด[1]ต่างหากล่ะ เป็นสิ่งที่น่าคิด  อืม..ช่างเถอะ ตกลงว่า ระหว่างกาจิกผิวหนัง กับ คำคน นายว่าอะไรทำให้นายเดือดร้อนมากกว่ากันล่ะ”“เอ้า เทศน์จบหรือยัง ถ้าจบแล้วกระผมจะได้ถวายกัปปิยะภัณฑ์ ขอบคุณครับผม ที่อุตส่าห์มาโปรดหมูกล่าวฯ พร้อมกับหัวเราะก๊ากใหญ่ และวิ่งแจ้นออกไป ขณะที่แมววิ่งไล่ตาม <div>
<hr width="33%" size="1" /><div id="ftn1">[1]ข้อความนี้ นำมาจากคำของ อ.ประกาศิต ประกอบผล ในคราวที่ให้โอวาทแก่นักศึกษาผู้อ้างว่า คนอื่นเขาก็ทำกัน</div></div>