ชาวบ้านนำศพญาติคนหนึ่งไปฝังไว้ในสวนป่า เนื่องจากศพไม่ได้ฉีดยาจึงส่งผลให้มีกลิ่นเหม็น อึด เน่า พอง กลิ่นตลบไปทั่วทั้งป่า ปลาไหล และหนอน เมื่อได้กลิ่นนั้นก็รีบตะเกียกตะกายไปหาเจ้าของกลิ่น ครั้นพบแล้วก็รีบไขว่คว้า หนอนชอนไชไปตามผิวหนังศพคน เดี๋ยวโผล่ขึ้นตามช่องจมูก เดี๋ยวพรวดขึ้นตามช่องท้อง เดี๋ยวโผล่ขึ้นทางช่องหู ปลาไหลไม่อยากทำอย่างหนอน ก็เลือกแทะกินตามร่างกายด้วยความเอร็ดอร่อย ระหว่างนั้น ไส้เดือนเดินผ่านมา เห็นสัตว์สองตัวกำลังกินศพก็ถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “นี่นายสองตัว ไม่มีอะไรกินแล้วใช่ไหมถึงได้มากินศพคน”ปลาไหลเอ่ยขึ้นว่า “เอ้า ถ้าไม่ให้กินศพคนแล้วจะให้กินอะไรล่ะ หรือจะให้ฉันกินนายแทน”พร้อมกับทำท่าในเชิงหยอกล้อจะกินไส้เดือน ด้วยความปรารถนาดี หนอนก็เอ่ยขึ้นว่า “นี่ คุณไส้เดือน ถ้าจะมากินเป็นเพื่อนกันก็ได้นะ ศพใหญ่อย่างนี้ยังกินได้อีกนาน”“ไม่ละ ฉันไม่กินของเน่าเหม็น และฉันก็ไม่กินสัตว์ด้วย”ไส้เดือนกล่าว ปลาไหลกล่าวแทรกขึ้นว่า “ถึงไม่กินของเน่าเหม็น ยังไงเสีย สิ่งต่างๆที่สัตว์กินเข้าไปในท้องก็เน่าเหม็นอยู่ดี”“ที่นายว่ามามันก็จริง แต่ถ้าจะกินก็ควรจะเลือกกินของที่กินได้สิ”ไส้เดือนโต้แย้ง หนอนแทรกขึ้นว่า “ทำไมล่ะ คนก็น่าจะกินได้ ฉันเคยเห็นคนกินคน และคนก็กินสัตว์อย่างหนอน ปลาไหลด้วย เขาพูดกันว่า ปลาไหลผัดเผ็ดนั้นอร่อยนักแล อีกอย่างหนึ่ง ศพที่เราสองตัวกินนั้น เราไม่ใช่เป็นผู้ฆ่า ดังนั้นถ้าศพที่ตายแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการมีชีวิตของสัตว์มันน่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือ”“ไอ้ดีน่ะดี แต่…นายกินเข้าไปได้อย่างไรเนี่ย อ๊วกกกกก ฉันขอไปกินดินดีกว่า ฉันไม่อาจอาศัยศพหรือคนตายเพื่อการมีชีวิตอยู่”ไส้เดือนกล่าว
สัตว์บนโลกย่อมมีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับมนุษย์เรา ย่อมที่จะมีความแตกต่าง ชอบนิทานเรื่องนี้มากๆค่ะ " แต่หนูขอเลือกเป็นไส้เดือนนะค่ะ ไม่อยากเป็นหนอน หนูคงจะอ้วกเหมือนไส้เดือนถ้าหนูกินศพ " แล้วอาจารย์จะเป็น ไส้เดือน ปลาไหล หรือ หนอนค่ะ
ขอบคุณค่ะที่เอานิทานดีๆมากให้อ่านกัน