GSP เป็นชื่อย่อของ Generalized System of Preferences หมายถึง ระบบการให้สิทธิ พิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไปที่ประเทศที่พัฒนาแล้วให้แก่สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดใน ประเทศที่กำลังพัฒนา โดยลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้าแก่สินค้าที่มีอยู่ในข่ายได้รับสิทธิ พิเศษทางการค้าทั้งนี้ประเทศผู้ให้สิทธิพิเศษฯ จะเป็นผู้ให้แต่เพียงฝ่ายเดียวไม่หวังผลตอบ แทนใดๆทั้งสิ้น
 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจโลกประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ความเสียเปรียบใน การแข่งขันของสินค้าจากประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ ส่วนรวม แนวความคิดเกี่ยวกับระบบ GSP จึงเกิดขึ้นในคราวประชุมขององค์การสหประชาชาติ ว่าด้วยการค้าและการพัฒนาสมัยที่ 1 ที่นครเจนีวา เมื่อปี 2507 มีความมุ่งหมายเพื่อที่จะยก ระดับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา โดยการมีรายได้จากการค้าแทนที่จะได้รับ ในรูปของเงินช่วยเหลือ เพราะ UNCTAD ได้ศึกษาและพบว่า ปัญหาที่สำคัญของประเทศกำลัง พัฒนาในการ พัฒนาเศรษฐกิจคือ ความเสียเปรียบทางด้านการแข่งขันทางการค้ากับประเทศคู่แข่งที่เป็นประเทศ พัฒนาแล้ว รายได้ที่เกิดจากการส่งออกของประเทศที่กำลังพัฒนาจะถูก หมุนเวียนนำกลับไปโดยการซื้อสินค้าอุปโภคและบริโภคจากประเทศที่พัฒนาแล้ว วิธีการช่วย เหลือทางการค้าได้แก่ การที่ประเทศพัฒนาแล้วช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้า โดยลดหย่อนภาษีขาเข้าแก่สินค้าที่นำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนาจึงเป็นสิ่งจำเป็นดังนั้น ในการประชุมUNCTAD สมัยที่ 2 ณ กรุงนิวเดลฮี ประเทศอินเดีย เมื่อต้นปี 2511 ที่ประชุม จึงมีมติยอมรับระบบ GSP
 วัตถุประสงค์ของ GSP
 * เพื่อเพิ่มรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศที่กำลังพัฒนา
 * เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมของประเทศที่กำลังพัฒนา
 * เพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนา
 หลักการของ GSP
 * เป็นการทั่วไป (Generalized)
 * ไม่เป็นการตอบแทน (Non-reciprocal)
 * ไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discriminatory)
 สาระสำคัญของระบบ GSP
 * ระยะเวลาของโครงการ กำหนดอายุของโครงการอาจจะเป็น 8 หรือ 10 ปี เช่น โครงการของสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นมีอายุ 10 ปี สหรัฐอเมริกา 8.5 ปี เป็นต้น
 * ขอบเขตของสินค้า ทุกโครงการจะกำหนดรายชื่อสินค้าที่ได้รับสิทธิ GSP สินค้า ที่ให้สิทธิพิเศษฯจะเน้นการให้สิทธิพิเศษฯ แก่สินค้าอุตสาหกรรม ทั้งนี้ได้สงวนสิทธิ ไม่ให้GSPสินค้าบางรายการ รายการสินค้าที่ให้สิทธิ GSP ของระบบสำคัญๆมีดังนี้
 1. สหภาพยุโรป ให้สิทธิ GSP แก่สินค้าอุตสาหกรรมเกือบทุกรายการ ส่วนสินค้าเกษตรให้สิทธิพิเศษฯ บางรายการ สินค้าที่ไม่ได้รับสิทธิ GSP ส่วนมากเป็นสินค้าผลิตภัณฑ์ทางเกษตร
 2. สหรัฐอเมริกา ให้สิทธิพิเศษฯ สินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมประมาณ 4,400รายการสินค้าที่ไม่อยู่ในข่ายได้รับสิทธิ GSP ได้แก่ สิ่งทอ,และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ รองเท้า,เครื่องแก้ว,เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก,ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม,สินค้า เกษตร บางรายการเป็นต้น
 3. ญี่ปุ่น ให้ GSP ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม สำหรับสินค้าที่ ไม่ได้สิทธิ GSP ส่วนมากเป็นสินค้าผลิตภัณฑ์ทางเกษตร
 * ภาษีที่ได้รับการลดหย่อน สินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษฯ จะถูกเรียกเก็บนำเข้าต่ำกว่าอัตรา ปกติหรือได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า
 * กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) สินค้าที่มีสิทธิจะได้รับ GSP จะต้องผลิตตามเงื่อนไขของแต่ละระบบที่กำหนดไว้ โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ ๆหลักเกณฑ์ว่าด้วยแหล่งกำเนิด (Origin criteria) โดยกำหนดเงื่อนไข ดังนี้
 1. เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบที่เกิดขึ้นภายในประเทศทั้งหมด หรือ
 2. สินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบนำเข้า ซึ่งสินค้าเหล่านี้จะมีคุณสมบัติถูกต้อง ก็ต่อเมื่อได้ผ่านการแปรสภาพอย่างเพียงพอภายในประเทศผู้รับสิทธิ GSP และจะต้องใช้วัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนที่กำหนดไว้เท่านั้น
 เงื่อนไขการส่งมอบสินค้า สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศจะต้องส่งมอบโดยตรงจาก ประเทศผู้รับสิทธิ GSP ไปยังประเทศผู้ให้สิทธิ GSP เป็นลักษณะสำคัญของกฎว่า ด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าของระบบ GSP เกือบทุกระบบ
 เอกสารสำหรับใช้เป็นมาตรฐาน สินค้าที่จะได้รับสิทธิ GSP จะต้องมีหนังสือรับรอง แหล่งกำเนิดสินค้าแบบ เอ หรือ Form A ซึ่งออกให้โดยส่วนราชการ(ยกเว้นสหรัฐ อเมริกา,ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ไปแสดงต่อศุลกากรประเทศปลายทาง
 * การจำกัดการให้ GSP ประเทศที่ให้สิทธิ GSP ต่างกำหนดมาตรการการจำกัดการให้ สิทธิ GSP เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศและการกระจายผลประโยชน์ที่ได้จากการ ได้รับการลด หย่อนภาษีนำเข้าให้กับประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษฯ อื่น ๆ มาตรการจำกัดการให้สิทธิ พิเศษฯ โดยทั่วไปจะกำหนด เพดานหรือโควต้า GSP ซึ่งในปัจจุบันระบบ GSP ที่ใช้มาตรการนี้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา,ญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์
 ประโยชน์ของ GSP
 ในภาวะที่การค้าต่างประเทศต้องประสบปัญหาด้านการแข่งขันอย่างรุนแรงทั้งด้านราคาและ คุณภาพและในฐานะที่ไทยกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาการผลิตเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ สินค้าอุสาหกรรม GSP จึงนับได้ว่าเป็นมาตรการหนึ่งในการส่งเสริมการส่งออกของไทยเพราะ GSPจะเป็นการลดต้นทุนการนำเข้าย่อมจะจูงใจให้ผู้ซื้อในต่างประเทศที่ให้สิทธิ GSP เพิ่มการนำเข้าจากไทย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยส่วนรวม ฉะนั้นประโยชน์ของ GSP อาจสรุปได้ดังนี้
 * ส่งเสริมการส่งออก และเปิดโอกาสให้สินค้าใหม่ ๆ สามารถเข้าสู่ตลาดเหล่านี้ได้โดยอาศัย สิทธิพิเศษเป็นเครื่องมือในการเจาะตลาด
 * ส่งเสริมด้านการผลิต โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มการลงทุน การจ้างงานและอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนรวม
 * ส่งเสริมให้มีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎว่าด้วย แหล่งกำเนิดสินค้า