วันที่ 4 กรกฎาคม 2550
วันนี้เป็นวันพุธกลางสัปดาห์ที่ 9 แล้ว รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะว่าทำงานตลอดโดยไม่ค่อยได้พักเลย บางวันตรวจคนไข้ตั้งแต่ 9 โมงเช้ายัน 6 โมงเย็น บางวันต้องวิ่งเข้าไปช่วยผ่าตัด แต่ก็สนุกไปอีกแบบ คงไม่มีโอกาสได้ทำแบบนี้สักเท่าไหร่หรอก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ช่วงเช้าตรวจคนไข้ที่คลินิกกับครูหาญ แต่ท่านก็มีคนไข้ผ่าตัด 2 คน ดังนั้นไม่นานก็ต้องวิ่งไปช่วยผ่าตัด ก็มีเรื่องให้ถูกด่าเบาๆอีกจนได้ คนไข้คนนี้คุณหมอชาฟาลีเป็นคนเริ่มผ่าตัด แต่ปรากฎว่าเธอไม่สามารถเข้าช่องท้องได้ เมื่อผมจะช่วยบ้าง เธอกลับรู้สึกกลัวว่าผมจะผ่าทะลุเข้าไปในลำไส้ สรุปว่าเลยไม่สามารถทำได้ด้วยความคล่องนัก เพราะเธอจะกลัวตลอดเวลาที่ผมใช้กรรไกรตัดเนื้อเยื่อ I’m not happy ทำไงล่ะ ก็รอครูมาสิ เมื่อครูหาญมาก็เลยบ่นใหญ่เลยว่าทำไมเราจึงทำไม่ได้ เห็นเงียบกันผมก็เลย I’m sorry แบบว่ากลายเป็นคนรับผิดชอบเองไปเลย ครูหาญก็ต่อว่าว่าทำไมทำไม่ได้นะธนพันธ์ I’m sorry krub (เผลอหลุดภาษาไทยไปแฮะ) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>แต่ครูอารมณ์ดี ไม่ว่าอะไรไปมากกว่านี้ แป๊บเดียวก็หัวเราะกันต่อ และผ่าตัดกันอย่างสนุกสนาน ผมมาทราบทีหลัง (ตอนเย็น) ว่า ท่านรู้อยู่แล้วว่าผมไม่ได้เป็นคนเริ่มผ่าหรอก (ดันดีเล่าให้ฟัง เพราะตอนที่ครูหาญถูกตามนั้น ท่านกำลังช่วยผ่าตัดอาเธอร์อยู่) สงสัยผมกำลังถูกทดสอบอีกแล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ตอนเย็นก็ตรวจคนไข้กับครูลี วันนี้เจอคนไข้ที่คุ้นเคย จำได้ไหม ว่าเคยเล่าว่าถูกลูกสาวคนไข้ด่าในสัปดาห์แรกที่ทำงาน “มันคือใคร” คำนี้ผมจำได้ไม่รู้ลืม วันนี้เธอพาแม่มาตรวจหลังผ่าตัด แต่เธอเปลี่ยนไป เพราะว่ายิ้มแป้นมาเลย ยิ้มให้ผมราวกับว่าเธอไม่เคยจำได้ว่าเธอเคยพูดอะไรออกไป งานนี้ป้าซินเทียจำได้ครับ เมื่อคนไข้ออกนอกห้อง เธอเลยค้อนดังขวับ แถมนินทากันยกใหญ่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>อาร์ลีนกลับมาจากฟิลิปปินส์แล้ว ผมเลยถามว่าเป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่าต้อง CT scan เธอบอกว่าไม่ได้ทำทั้งตัวหรอก ดูเฉพาะที่หน้าอกเท่านั้น และพบว่ากระดูกซี่โครงหัก 1 ซี่ เล่นเอาผมตกใจมากเลย เธอเล่าว่าสัปดาห์ก่อน เธอล้มหน้าอกกระแทกโต๊ะที่ห้องพักตัวเอง เลยปวดร้าวมาจนถึงตอนนี้ยังไงล่ะ โล่งอกผมไปที นึกว่ากลับบ้านไปถูกสามีทำร้ายเอา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ตอนเย็นก็ขึ้นวอร์ดไปดูคนไข้ที่จะผ่าตัดวันพรุ่งนี้ เรามีคนไข้ผ่าตัดใหญ่ของครูหาญ 6 คน ผ่าตัดเล็ก 6 คน ผ่าตัดของครูลีอีก 2 คน สงสัยพรุ่งนี้เข้าสนามรบอีกแล้ว กว่าจะเสร็จเรื่อง ผมออกจากโรงพยาบาลในเวลาอีก 15 นาที 2 ทุ่ม แทบสลบ
สิ่งแรกที่คิดตอนอ่านจบบรรทัดสุดท้ายคือ...โอ้ หม่าย ก้อด ทำไมงานหนักอย่างงี้คะ
ขอบคุณที่ยังมีแรงมาเขียนเล่าให้เราฟังค่ะ จะรออ่านต่อไปนะคะ สงสัยพรุ่งนี้จะต้องอุทานอย่างอื่น
หวัดดีค่ะ คุณหมอ คือว่าเป็นคนหนึ่งที่อยากไปทำงานและใช้ชีวิตในสิงคโปร์ เลยอยากทราบว่าถ้าจะไปทำงานที่นั่นจะต้องติดต่อใคร ที่ไหน อย่างไร ค่ะ ช่วยแนะนำด้วยนะค่ะ อ๋อลืมแนะนำตัวเอง ชื่อนกค่ะกำลังจะจบโทบริหาร จบตรีด้านวิศวกรรมฯ ทำงานบริษัทที่ปรึกษา แต่ประมาณ GB(bye) อ่ะค่ะ อยากไปอยู่ที่นั่นเพื่อฝึกภาษาเพราะภาษาไม่ได้เลย ยังงัยช่วยแนะนำด้วยนะค่ะ
สวัสดีครับพี่
หนักบ้างเบาบ้างคละเคล้ากันไปครับ ผมมาเรียน ไม่ใช่มาพักผ่อน หลายคนที่คณะเรา ทำงานหนักกว่าผมเสียอีก เรื่องเขียนบันทึกแค่เสียเวลา แต่ไม่เสียแรงครับ อีกอย่าง การเขียนทำให้เราได้ทบทวนชีวิต มันก็ได้ประโยชน์ไปอีกทางหนึ่ง
คุณนกครับ
เรื่องไปทำงานที่นั่นค่อนข้างยุ่งครับ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะอธิบายได้อย่างไร เพราะผมไม่ทราบว่าในสาขาอื่นที่ไม่ใช่แพทย์นั้น เราจะดำเนินการเหมือนกันหรือไม่
แต่ถ้าให้เดาก็คือ ต้องได้รับการตอบรับอย่างเป็นทางการจากที่ทำงานก่อน จากนั้นต้องผ่านการตรวจร่างกายอย่างหยาบๆ รวมทั้งเอ๊กซเรย์ปอด ตรวจเลือด HIV หรือไวรัสตับอักเสบบี และไปที่กระทรวงแรงงาน (minister of Man Power: MOM) เพื่อออกเอกสาร work permit หรือที่เรียกว่า green card ครับ
ส่วนเรื่องภาษาถ้าคิดว่าจะไปฝึกล่ะก็ ต้องคิดนานๆหน่อยครับ เพราะเขาใช้ภาษา Singlish กันทั้งนั้น เว้นเสียแต่ว่าหัวหน้าจะเป็นฝรั่งก็อีกเรื่อง เขาภูมิใจในภาษาของเขามาก (ยกเว้นรัฐบาล)
สวัสดีครับคุณ
ขอบคุณครับ งานหนักกายนั้นไม่เท่าหนักใจเลยครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับทีมของเรา ขึ้นกับหัวหน้าของเรา หากเขาทำตัวให้ร่มเย็นแล้ว งานหนักแค่ไหนก็บ่ยั่น แต่ถ้าเขาร้อน งานนี้นับถอยหลังครับ
สำหรับที่ๆผมอยู่ บางวันร้อน บางวันเย็นครับ ..ฮา