เช้าวันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน ตื่นนอน 6 โมงครึ่งประมาณ 7 โมงไปกินข้าวเช้าร้านเดิมแล้วเลยไปส่งอาจารย์หมอไพจิตร ที่เดินทางกลับเมืองไทยก่อนเพราะมีประชุมสำคัญ โดยต้องไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินคอฟฟ์ ฮาร์เบอร์

            หลังจากนั้นก็เดินทางกลับ ผมนั่งด้านหน้าเป็นเพื่อนจอห์น คนขับกลัวเขาจะง่วง เดินทางกลับมาUNEเพื่อเข้าเรียนในวันพรุ่งนี้   เดินทางผ่านเมืองหลายเมืองขามาผมนั่งหลับเลยไม่รู้ว่าผ่านเมืองอะไรบ้าง แต่ขากลับตั้งใจจะไม่หลับ จากCoffs Harbour 35 กม.ถึงBillingen อีก 29 กม. ถึงDorigo แวะพักที่เมืองนี้ มีสวนสาธารณะที่ทำเป็นสะพานยื่นเข้าไปในอากาสเหนือเหวเรียกว่า Sky walk เป็นที่ชมวิว ทิวทัศน์สวยงามมาก ลมพัดอากาศเย็น มีศูนย์สำหรับบริการนักท่องเที่ยวชื่อ Dorigo Rain Forest Centre มีกาแฟและอาหารจำหน่าย พวกเราเลยถือโอกาสทานอาหารกลางวันที่นี่แบบง่ายๆกัน ที่ศูนย์นี้มีส่วนที่ทำเป็นห้องนิทรรศการเกี่ยวกับสัตว์ในบริเวณนี้ ตอนที่เดินไปตามสะพานจะได้ยินและเห็นนกบินไปมาและเห็นจิงโจ้ด้วย แวะชมอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็เดินทางต่ออีก 160 กม.ก็มาถึงเมืองอาร์มิเดล

            ประมาณ 4 โมงเย็น เข้าพักที่หอพักในมหาวิทยาลัยชื่อMary White College UNE เป็นหอพักของนักศึกษาโดยพักกันคนละห้องแต่ใช้ห้องน้ำร่วมกันทั้งชั้น เราพักอยู่ชั้น 1 อากาศหนาวเย็นมาก จัดเสื้อผ้าใส่ในตู้ นำเสื้อผ้าที่ใส่แล้วไปซักที่เครื่องซักผ้าที่ทางหอพักจัดไว้ให้บริการพร้อมทั้งมีเตารีดจัดไว้ให้ด้วย  บางคนก็นอนพัก ส่วนผมไม่ได้นอนเพราะนั่งพิมพ์บันทึกเกี่ยวกับการเดินทางทัศนศึกษาในครั้งนี้เพราะเกรงว่าถ้าไม่รีบบันทึกไว้ก่อน อาจจะลืมรายละเอียดบางอย่างไป การพักคนเดียวทำให้มีอิสระในการคิด การทำงานเพราะจะมีความเป็นส่วนตัวสูง ห้องพักที่พักก็เป็นห้องพักในหอพักที่ค่อนข้างเก่า เปรียบได้กับโรงแรม 2-3 ดาวเมืองไทย ในห้องมีโคมไฟ เตียงนอน โต๊ะอ่านหนังสือ ตู้เสื้อผ้า ไม่มีตู้เย็นทีวีให้แต่มีที่ห้องรวม ที่หอพักมีห้องที่จัดไว้ให้สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ ทำให้สะดวกในการส่งและรับอินเตอร์เน็ตมากกว่าตอนอยู่ที่แทมเวอร์ธกับที่คอฟฟส์ ฮาร์เบอร์ แต่เวลาเข้าห้องน้ำต้องออกไปไกลหน่อยเพราะไม่ได้อยู่ในห้อง เสร็จสิ้นการเดินทางวันนี้ก็เป็นการเสร็จสิ้นภารกิจของแทมเวอร์ธทัวร์ ต้องแยกกับจอห์น คนขับรถใจดีขี้เล่น ผมได้ให้ของที่ระลึกเป็นพวงกุญแจโลโก้โรงพยาบาลบ้านตาก ทำจากกะลามะพร้าวที่ภรรยาเตรียมไปให้
           ประมาณ 6 โมงเย็นออกไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารไทยชื่อร้านOne Baht Thai   ขณะรอก็ได้เดินชมตัวเมืองอาร์มิเดล   สภาพของเมืองอาร์มิเดลเป็นเมืองเล็กๆที่จัดผังเมืองอย่างเป็นระเบียบ ค่อนข้างเงียบ สะอาด มีอาคารแบบตะวันตก ถนนเป็นลาดยางมีเส้นถนนอย่างชัดเจน มีห้างสรรพสินค้าและร้านค้าแต่เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์และเวลา 6 โมงเย็นแล้วร้านต่างๆจะปิดหมด (เขาจะปิด 5 โมงเย็น) อาร์มิเดลมีประชากร 30,000 คน มีนักศึกษาในUNEอีกประมาณ 5,000 คน เป็นเมืองที่อยู่บนพื้นที่สูงจึงมีอากาศหนาวเย็น ขณะที่เราไปนี่เป็นช่วงซัมเมอร์ แต่ก็ยังรู้สึกหนาว ถ้าหน้าหนาวจะมีหิมะตก ที่นี่มีคนไทยมาเรียนประมาณ 15 คน ส่วนนักท่องเที่ยวไม่ค่อยมาเพราะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ผมดูแล้วก็เหมาะที่จะเป็นเมืองมหาวิทยาลัยเพราะนักศึกษาจะได้ไม่หนีเที่ยวไปไหน จะตั้งใจเรียนได้เต็มที่  มีโรงหนังด้วย อาจารย์ประวิทย์บอกว่าบางครั้งเวลาไปดูหนังแทบจะเรียกว่าเหมาโรงหนังกันเลยเพราะมีคนดูไม่กี่คนแต่เขาก็ฉาย แม้เมืองเขาจะเล็กแต่เขามีโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคครบถ้วน นักศึกษาไทยที่มาเรียนโทหรือเอก ก็จะรวมตัวกันเพราะมีไม่มาก ตอนนี้มีอาจารย์ประวิทย์เป็นประธานชมรมอยู่