"....การประกวด การให้ดาว ไม่ใช่ของจริง สิ่งสำคัญคือเรารู้ว่า เรากำลังทำอะไร เราทำงานของเราให้ดีที่สุด ให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ด้วยคุณภาพของงาน ลูกค้าจิ๋วซื้อผ้าจิ๋ว ใช้ของจิ๋ว เพราะรู้ว่าเป็นของเรา เขาดูที่หน้าจิ๋ว ไม่ได้ดูว่าผลิตภํณฑ์ของเราได้สี่ดาว ห้าดาวโอทอปหรือเปล่า.."

กว่าจะมาเป็นผ้าผืนงาม.....

ให้ชมผ้าชัดกว่าเมื่อตอนที่แล้วอีกนิดหนึ่ง

กระบวนการทั้งหมดที่เล่านี้มาจากความพากเพียรศึกษาของผ.ศ.อนุรัตน์ สายทองและทีมงานที่สามารถถอดรหัสภูมิปัญญาการทำผ้าย้อมครามโดยได้รับความเอื้อเอ็นดูจากชุมชนหลายแห่งในจังหวัดสกลนครที่แบ่งปันความรู้ให้อย่างไม่หวง เป็นการเรียนรู้ร่วมกันอย่างน่าเอาเป็นตัวอย่าง

ตอนที่แล้วเล่าถึงกระบวนการทำผ้าย้อมคราม เริ่มตั้งแต่เก็บใบคราม แต่เช้าตรู่ก่อนน้ำค้างแห้ง ซึ่งต้องเป็นใบครามสดที่อายุประมาณ ๓-๔ เดือน

เมื่อเก็บมาได้เขาจะต้องรีบนำไปแช่น้ำให้ท่วมใบครามพอดีทันที แช่ไว้นาน ๑๘-๒๔ ชั่วโมง ไม่มากหรือน้อยกว่านั้นเพราะจะทำให้ได้ปริมาณสีครามน้อยกว่า

การแช่ใบครามสดในน้ำไม่ใช่การแช่ให้สีครามละลายน้ำดังเช่นการต้มเปลือกไม้ แต่เพื่อให้สารสองชนิดในใบครามสดทำปฏิกิริยากันเกิดเป็นสีครามที่ละลายน้ำได้ ถ้าเก็บมาแล้วปล่อยให้ใบครามแห้งไม่รีบเอาแช่น้ำ สารเคมีชนิดหนึ่งในใบครามจะเสียสภาพธรรมชาติ ไม่สามารถเกิดปฏิกิริยากับสารอีกชนิดหนึ่งได้ นำมาแช่น้ำอย่างไรก็จะไม่ได้สีครามขึ้นมา จะนำไปต้มก็ไม่ได้สีครามเช่นกัน

สีครามที่เกิดขึ้นในขั้นแรกนี้เป็นสีฟ้าจาง มีคุณสมบัติละลายน้ำ แต่มันจะทำปฏิกิริยากับอากาศอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสีครามสีน้ำเงินที่ไม่ละลายน้ำ ดังนั้นจึงเอาไปใช้ย้อมผ้าไม่ได้ เพราะสีจะไม่เกาะติดเส้นใยผ้า แต่ถ้านำสีครามสีน้ำเงินนี้ไปหมักในน้ำขี้เถ้าของไม้บางชนิด (ที่มีเกลือต่างๆปนอยู่)ในสัดส่วนที่พอเหมาะ และปรับความเป็นกรดเป็นด่างให้พอเหมาะ ด้วยการเติมน้ำต้มพืชที่ให้รสเปรี้ยว สีครามสีน้ำเงิน จะเปลี่ยนสภาพ หรือที่อาจารย์อนุรัตน์ใช้คำพูดเมื่อคุยกับชาวบ้านว่า "กลายร่าง" เป็นสีครามที่ไม่มีสี ภาษาวิชาการเรียกว่า indigo white มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ ละลายอยู่ในน้ำขี้เถ้า กลายเป็นน้ำย้อมสีเหลืองปนเขียว

สีครามที่ไม่แสดงสีนี้ที่จริงก็ทำปฏิกิริยาได้ดีกับอากาศเช่นกัน เราจึงเห็นผิวหน้าของน้ำย้อมเป็นสีน้ำเงิน แต่น้ำย้อมด้านล่างจะเป็นสีเหลืองปนเขียว สีครามที่ใช้ย้อมผ้าได้คือสีครามที่ไม่แสดงสีน้ำเงินของตนเองในสภาพนี้ผสมอยู่ในน้ำย้อมกับสารสีอื่นๆ ขั้นตอนนี้เรียกว่า "ก่อหม้อ" คนที่ชำนาญจะใช้เวลา ๗-๑๐ วัน น้ำย้อมที่เห็นเป็นสีเหลืองอมเขียวลักษณะเช่นนี้เขาเรียกว่า "หม้อมา"

จากนั้นจึงทำการย้อม สีครามในน้ำย้อม จะแทรกเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของเส้นใยฝ้ายได้ดี เมื่อยกเส้นใยพ้นน้ำย้อม สัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ สีครามที่ไม่แสดงสี จะถูกทำปฏิกิริยาให้กลับกลายเป็นสีครามสีน้ำเงิน (indigo blue) ซึ่งไม่ละลายน้ำเหมือนเดิมเมื่อแรกเริ่ม ขังอยู่ภายในเส้นใย ช่างเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนชวนพิศวงในความทรงภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน

การเตรียมเส้นใยที่สะอาดที่เปียกน้ำทั่ว จึงสำคัญเพื่อให้สีติดสม่ำเสมอ นอกจากนี้ หากเส้นฝ้ายไม่สะอาด เมื่อนำไปย้อมจะทำให้สีครามในน้ำย้อมเปลี่ยนไป ย้อมไม่ติด เป็นสาเหตุหนึ่งของ"หม้อหนี" หรือ "หม้อนิลหนี"

เส้นใยฝ้ายที่ย้อมเสร็จจะถูกนำไปล้าง ส่วนของสีครามที่ไม่เกาะฝ้าย จะหลุดออกเป็นละอองสีน้ำเงิน ไม่สามารถย้อนกลับไปย้อมจับติดเส้นใยได้อีก เราจึงเห็นลายมัดหมี่สีขาวของผ้าย้อมคราม ยังคงเป็นสีขาว ไม่เลอะสีคราม (ดังในภาพผ้าถุงของผู้กำลังย้อมเส้นฝ้ายที่มัดหมี่เห็นเป็นปล้องๆ)

การใช้ผ้าย้อมครามใหม่ๆอาจมีละอองเม็ดสีหลุดออกมาบ้าง แต่ซักไปราวสองสามครั้งก็จะอยู่ตัว ละอองที่หลุดออกมานี้หากไปโดนผ้าสีอ่อนชิ้นอื่นก็จะไม่ไปจับตัวกับเส้นใยผ้าได้อีก เพราะมันมีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ

ดังนั้นเราสามารถกล่าวได้อย่างมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า ผ้าครามนั้น "สีไม่ตก"

คุณสมบัติพิเศษอีกประการที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ มีงานวิจัยยืนยันทั้งในอเมริกาและญี่ปุ่นก็คือ การที่ผ้าย้อมครามสามารถป้องกันผิวของผู้สวมใส่จากรังสีอุลตราไวโอเลตได้

การที่เขาใช้หม้อดินหรือโอ่งดินทำหม้อคราม เพราะน้ำย้อมที่เย็นจะย้อมติดสีครามได้ดีกว่า และโอ่งดินนั้นระบายความร้อนทำให้อุณหภูมิของน้ำย้อมเย็นกว่าปกติ เวลาที่เหมาะในการลงมือย้อมครามคือตอนเช้าและตอนเย็น

การดูแลน้ำย้อมในหม้อคราม ให้ย้อมได้ทุกวัน เช้า-เย็น ติดต่อกันนานๆเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดในการทำสีคราม แต่ถ้าช่างย้อมเข้าใจสีครามและหมั่นสังเกต อีกทั้งซื่อตรงสม่ำเสมอในการปฏิบัติ เหมือนปฏิบัติธรรม จะสามารถดูแลหม้อครามแต่ละหม้อได้นานหลายปี

ที่เล่ามานี้เป็นอย่างย่นย่อที่สุด

ความยุ่งยากของการย้อมครามทำให้ฝรั่งเลิกใช้ครามในการย้อมและการพิมพ์มานาน (คอยซื้อจากเราก็ดีแล้ว) คือเดิมชาติล่าอาณานิคมได้ให้ประเทศเมืองขึ้นของตนในอาฟริกาผลิตผงครามและขนส่งเอาไปใช้ที่ยุโรป พยายามอยู่นาน จนสรุปว่า "Indigo does not bond strongly to the fiber, and wear and repeated washing may slowly remove the dye." (Wikipedia : http://en.wikipedia.org/wiki/indigo_dye (11/09/04) หรือสีครามนั้นไม่ติดแน่นคงทนอยู่บนเส้นใยและการสวมใส่และซักหลายๆครั้งจะทำให้สีค่อยๆหลุดออกไป

สิ่งที่สังคมตะวันตกประสบนั้นตรงข้ามกับสิ่งที่ชาวบ้านอีสานค้นพบมาหลายร้อยปี

เมื่อฝรั่งไม่มีความอดทนค้นพบเคล็ด หรือ รหัสลับตรงนี้ จึงเบื่อที่จะใช้สีคราม และประมาณปีพ.ศ. ๒๔๒๓ หรือ ค.ศ.๑๘๘๐ มีการประดิษฐ์ครามสังเคราะห์ขึ้นได้ที่เยอรมันนี และนำมาผลิตเป็นการค้าในปี พ.ศ.๒๔๓๖ หรือ ค.ศ. ๑๙๑๓ และหลังจากนั้นโลกตะวันตกก็ใช้สีครามสังเคราะห์แทนที่สีครามจากธรมชาติ

คนไทยไม่เพียงรู้เคล็ดลับเรื่องการย้อมคราม แต่ยังรูจักใช้ประโยชน์แม้จากกากครามที่ไม่สามารถใช้ย้อมผ้าต่อไปได้แล้ว คุณจิ๋วเล่าให้ฟังว่า กากครามที่เหลือจากการย้อมผ้าแล้ว ส่วนหนึ่งเขาจะนำไปโปรยในแปลงข้าวไล่ปูไม่ให้มากัดกินต้นข้าว ส่วนหนึ่งเขาจะนำไปโปรยในแปลงที่เตรียมไว้ให้เกิดเป็น"เห็ดคราม"อันแสนอร่อย"

ญี่ปุ่นเป็นลูกค้ารายสำคัญของผ้าคราม ผู้เขียนเคยพบสาวญี่ปุ่นที่หลงเสน่ห์ผ้าครามแม่ฑีตา มาร่วมประชุมกับกลุ่มชาวบ้านผู้ผลิต เธอชื่อยูกิโกะ เป็นผู้ค้าหัตถกรรมด้านผ้าโดยเฉพาะผ้าคราม เธอจะท่องเที่ยวไปหลายประเทศ เมื่อรวบรวมผลิตภัณฑ์ได้มากพอ ก็จะกลับไปญี่ปุ่น จัดนิทรรศการสิ่งที่ไปรวบรวมได้มา คนมาดูกันเสร็จแล้วจึงขาย เธอเล่าว่าผ้าย้อมครามของแม่ฑีตานั้นมีความโดดเด่นจากผ้าย้อมครามของที่อื่นๆ ซึ่งบรรดาลูกค้าของเธอก็รู้สึก และถามเธอว่ามีอะไรพิเศษ เกี่ยวกับผ้าย้อมครามของแม่ฑีตา เธอตอบไม่ได้ รู้สึกแต่ว่าผ้านั้นมีพลังมาก ทำให้เธอเกิดแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้  จึงมาฝากตัวเป็นศิษย์แม่ฑีตาขอเรียนรู้เรื่องการทำผ้าย้อมคราม ซึ่งแม่ฑีตาก็ใจดีสอนให้ ยูกิโกะจึงมาที่บ้านนาดีปีละหลายครั้ง มากิน มานอน มาเรียนการทำผ้าย้อมคราม และการทำนาด้วย

คนเฒ่าคนแก่เอ็นดูที่สาวๆอย่างยูกิโกะสนใจเรื่องเหล่านี้ ซึ่งหายากที่จะมีลูกหลานคนไทยสนใจเรียน ชาวบ้านไม่ได้หวงความรู้เลย แต่คนที่ทราบเรื่องนี้แล้ววิตก คือคนคนกรุงเทพ ด้วยเกรงว่าไปสอนคนต่างชาติเดี๋ยวเขาก็จะมาแย่งงานเราไปหมด แต่ชาวบ้านกลับคิดว่า ความรู้เรียนแล้วไม่เอาไปปฏิบัติก็ไม่เกิดประโยชน์ หากเขารู้เรื่องแล้วไปทำก็เป็นเรื่องดี ไม่ว่าอะไรหรอก

ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามว่า เราจะช่วยกันรักษาความรู้ของชุมชนไม่ให้ตกอยู่ในมือของผู้มาคิดตักตวงได้อย่างไร (ไม่ได้หมายถึงคุณยูกิโกะ นะคะ)ไม่เฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น คงต้องหากลไกป้องกันความรู้และทรัพยากรของชาติที่จะไหลไปต่างประเทศ แต่ไม่ควรจะทำให้ชาวบ้านเกิดความโลภ หวงวิชา ซึ่งจะทำให้เสียคุณค่าพื้นฐานของสังคมไทยไปในการมีความเมตตาโอบอ้อมอารีและแบ่งปันกัน

...จากพื้นที่เล็กๆที่บ้านนาดี แต่ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงสองคน ที่คิดจะฟื้นฟูผ้าย้อมคราม เริ่มต้นจากสองหัวคิด...ในขณะที่คนอื่นๆละทิ้งการทำผ้าย้อมครามไปหลายสิบปี ไปปลูกพืชไร่ ปลูกแตงโม สองแม่ลูกไม่ย่อท้อที่จะสวนกระแสด้วยเห็นในคุณค่าแห่งภูมิปัญญา เริ่มต้นจากคราม ๓๐ ฝักจากสวนแตงโมร้าง แสวงหาและเรียนรู้ ตั้งแต่การเพาะและปลูกคราม เรียนรู้กระบวนการก่อหม้อคราม ย้อมฝ้ายเข็นมือ ทดลองแล้วทดลองเล่า ปีแล้วปีเล่า จนตกผลึกความรู้ทั้งคุณภาพของผ้าย้อมคราม มั่นใจว่าสีไม่ตก พัฒนาลวดลายและการตลาดจากสองพลังสมองและพลังใจ การทำงานตลอดปีค่าแรงแพง ได้งานไม่กี่ชิ้น ชวนชาวบ้านมาช่วยกันเริ่มแรกก็ได้รับการปฏิเสธ (เมื่อเห็นความสำเร็จแล้วจึงพากันมาขอเข้ากลุ่ม) อุปสรรคมากมาย

จนถึงวันนี้การบูรณาการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ก้าวพ้นปัญหาทางเทคนิค  รูปแบบผ้าถูกพัฒนาสนองความต้องการของลูกค้า มีการสร้างลายจากการสลับเส้นฝ้ายที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติอื่นๆ มีการสร้างรูปแบบผ้าที่สนองความต้องการตลาดต่างประเทศที่สั่งซื้อเข้ามา มีสมาชิกกลุ่มกระจายอยู่ตามหมู่บ้านใกล้เคียง มีระบบบริหารจัดการที่เป็นระบบขึ้น

ผ้าของแม่ฑีตานั้นไปดังในตลาดอิตาลีที่มีนักออกแบบอิตาเลียนสั่งผ้าย้อมครามไปใช้ในการทำเสื้อผ้าแฟชั่นของเขา

อย่างไรก็ตามอาจารย์อนุรัตน์บอกว่าการทำงานตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ เป็นงานที่เคร่งครัด รัดตรึง สร้างความอึดอัดให้สมาชิกที่เคยใช้ชีวิตเสรี สร้างงานบนความคิดและจินตนาการของกลุ่ม ดังนั้นกลุ่มจึงรับงานจากต่างประเทศจำนวนจำกัด เพื่อความเป็นไท และสุขภาพจิตที่ดีของสมาชิก

กระแสของทุนนิยมที่ให้ผลิตปริมาณมากๆ ขยายตลาดให้กว้างไกลแบบนโยบายโอทอปจึงไม่ได้ทำให้แม่ฑีตา คุณจิ๋วและกลุ่มเสียสมดุลย์ชีวิต คุณค่าแห่งความสุข ความพอเพียง ความรู้จักตนเอง จึงสะท้อนและเปล่งประกายพลังแห่งชีวิตอยู่ในเส้นใยที่ถักทอเป็นผืนผ้า เป็นความสุขทั้งจากผู้ทำผ้าย้อมครามและผู้รักที่จะสวมใส่ผ้าไทยที่แสนพิเศษนี้

"....การประกวด การให้ดาว ไม่ใช่ของจริง สิ่งสำคัญคือเรารู้ว่า เรากำลังทำอะไร เราทำงานของเราให้ดีที่สุด ให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ด้วยคุณภาพของงาน ลูกค้าจิ๋วซื้อผ้าจิ๋ว ใช้ของจิ๋ว เพราะรู้ว่าเป็นของเรา เขาดูที่หน้าจิ๋ว ไม่ได้ดูว่าผลิตภํณฑ์ของเราได้สี่ดาว ห้าดาวโอทอปหรือเปล่า.."

ท่านที่สนใจจะไปชมผ้าแม่ฑีตาที่กรุงเทพ คุณจิ๋วเพิ่งบอกข่าวมาว่า วันที่ ๗-๑๕ กรกฎาคมนี้ จะมาร่วมงาน OTOP Mid-Year Sale ที่ Impact เมืองทองธานี ขอเชิญไปชมกันได้ และสงสัยผู้เขียนอาจได้มีโอกาสพบท่านสมาชิก G2K ในงานก็เป็นได้นะคะ