เรื่อง การดูแลครอบครัวผู้ป่วยภายหลังการสูญเสีย

พุทธิกาเป็นองค์กรที่มีความมุ่งหวังพัฒนาสังคมเพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างมีสุข ในปัจจุบันมีองค์กรที่ร่วมกันเป็นเครือข่ายดังกล่าวในขั้นนี้ประกอบด้วย ได้แก่ มูลนิธิโกมลคีมทอง, มูลนิธิพุทธธรรม, มูลนิธิสุขภาพไทย, มูลนิธิเด็ก, มูลนิธิสานแสงอรุณ, มูลนิธิสายใยแผ่นดิน, เสมสิกขาลัย, กลุ่มเสขิยธรรม

เครือข่ายพุทธิกาและคณะอนุกรรมการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย รพ.จุฬาลงกรณ์ ได้ร่วมกันทำ  โครงการเพชิญความตายอย่างสงบระยะที่ 2 เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้มีสุขสงบ บุคคลากรที่เกี่ยวข้องได้มีองค์ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยและครอบครัว ได้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 2 แล้วครับ ปีนี้เราได้รับการสนับสนุนจาก สสส.เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขยายเครือข่าย ประชุมกันทุก 2 เดือนเรื่อง การดูแลครอบครัวผู้ป่วยภายหลังการสูญเสีย ห้องประชุมมงคลนาวิน ตึก สก.ชั้น 10

ผู้เข้าร่วม

คุณสุ้ย

คุณสุ้ย(วรรณา) ผู้จัดการโครงการได้กล่าวต้อนรับและเป็นผู้ดำเนินการสัมนาช่วงเช้าผู้เข้าร่วมมีทั้งแพทย์ พยาบาล อาสาสมัครดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายรวมทั้งหมดประมาณ 60 คน หลังจากทุกคนแนะนำตัวเรียบร้อยแล้ว อาจารย์แพทย์หญิง มนทรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว รพ.รามาธิบดีได้บรรยายสั้นๆประมาณ 20 นาที

อาจารย์มนทรัตน์

อาจารย์มนทรัตน์ได้เล่าให้เราฟังเกี่ยวกับปฏิกริยาของผู้สูญเสียคนที่รักนั้นเป็นกระบวนการณ์ธรรมชาติที่เกิดกับทุกคนที่มีความสูญเสีย (grief reaction) ไม่ว่าจะเป็นผลทางกายเช่นมึนหัว แน่นอก ใจสั่น ทางจิตใจคิดอะไรไม่ออก มึนชา อาจเห็นภาพของผู้เสียชีวิตในฝันหรือรู้สึกว่าผู้เสียชีวิตมาหา ไม่รับรู้เรื่องราว(shock) หลังจากนั้นเริ่มยอมรับสภาพ+เริ่มเจ็บปวดกับการสูญเสีย (pang of grief) เมื่อผ่านพ้นไปซักระยะ หลังจากนั้นจะเริ่มที่จะต้องปรับตัวกับการอยู่อย่างไม่มีผู้เสียชีวิตอีกต่อไป+สิ้นหวัง (despair) และเมื่อเวลาผ่านสามารถปรับตัวได้ (reorganization) ระยะเวลาทั้งหมดอาจประมาณ 6-12 เดือน

ลักษณะในการแสดงออกต่อการสูญเสีย(mourning) แตกต่างกันไปตามบริบทของวัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา ความรุนแรงของปฏิกริยาความสูญเสียแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอายุผู้สูญเสีย ความสัมพันธ์เดิมในครอบครัว ประสบการณ์การสูญเสียในอดีตลักษณะการสูญเสีย (อุบัติเหตุ vs เรื้อรัง) ในหลายครั้งในช่วงวันครบรอบวันตายหรือ เมื่อผู้สูญเสียพบเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงก็อาจจะกลับมาเศร้าโศกได้อีก "grief never really end"อาจารย์ทิ้งประเด็นที่น่าสนใจว่า วิชาการเป็นเพียงส่วนเล็กๆที่ใช้ทำความเข้าใจปรากฏการณ์ ประสบการณ์จริงเป็นสิ่งที่เราจะสามารถเรียนรู้ได้ลึกและแท้จริงและแต่ละคนจะมีบทบาทอย่างไรกับการดูแลญาติผู้เสียชีวิต

ช่วงที่ 2

เป็นช่วงประสบการณ์ความสูญเสียจากคนที่มีประสบการณ์จริงๆ ได้แก่คุณช. และคุณ บ. ผมคงไม่สามารถจะเล่าในเชิงรายละเอียดในประเด็นนี้ได้ แต่ก็จะนำบรรยากาศและความรู้สึกของแต่ละท่านมาเล่าให้ฟัง

บรรยากาศในขณะที่เล่า เงียบงัน...ทุกคนฟังอย่างตั้งใจ จริงๆช่วงนั้นเป็นช่วงเบรคกาแฟ แต่ไม่มีใครออกไปรับประทานเบรคเลย

คุณ ช. เล่าถึงระยะสุดท้ายของคุณพ่อที่อาการของคุณพ่อแย่ลงเรื่อยๆ โดยคุณชัยยศดูแลคุณพ่อตลอดจนถึงวันที่คุณพ่อจากไปอย่างสงบ คุณพ่อมีจิตใจที่เข้มแข็งและคุณ ช.ได้เล่าถึงความรู้สึกของผู้ที่สูญเสียว่า มีความทุกข์ทางใจที่ต้องดูคนที่รักจากไปอย่างช้าๆโดยที่ได้เพียงช่วยดูแลคุณพ่อ โดยที่วันสุดท้ายคุณพ่อบอกคุณชัยยศว่า " ไม่ปั้มนะ" และสั่งเสียกับลูกๆ คุณพ่อของคุณ ช.เสียชีวิตที่ รพ.แห่งหนึ่ง คุณ ช.บอกว่า เขารับได้กับการสูญเสีย แต่คุณแม่และพี่สาวรับไม่ได้ คุณแม่โมโหง่ายขึ้น เสียใจอยู่นาน

คุณ ช.เล่าให้ฟังว่า "คำบางคำของผู้ที่หวังดีก็ทำให้คุณชัยยศรู้สึกหงุดหงิด(ถึงแม้ว่าจะทราบว่าเป็นความหวังดี) เช่น ทำไมไม่พาคุณพ่อไปรักษาที่ รพ. ที่ดีกว่านี้ คุณ ช."ความต้องการของคุณพ่อ-ครอบครัวชัดเจนคือ ขอจากไปอย่างสงบและไม่ต้องการใช้ความเจริญทางการแพทย์มายื้อเวลาให้ยืดออกไปโดยไม่สงบ ในงานศพ คุณ ช. ก็แอบรู้สึก"โล่งใจ" ที่ได้ทำหน้าที่ของลูกที่ดีอย่างครบถ้วน

คุณ บ. เล่าถึงความสูญเสียคุณแม่ด้วยโรคมะเร็งตั้งแต่เธอ 8 ขวบ  และการสูญเสียคุณพ่อเมื่อ 4-5 ปีก่อน บรรยากาศในห้องปกคลุมด้วยความเงียบ พวกเราผู้ฟังกลัวว่าจะฟังไม่จบเพราะเรื่องที่เล่าเป็นเรื่องที่สะเทือนใจทั้งผู้เล่าและผู้ฟังอย่างมาก มีผู้ฟังหลายคนน้ำตาซึม ผู้เล่าร้องไห้เป็นระยะเมื่อถึงตอนที่สะเทือนใจ ผมเองก็แน่นหน้าอกไปหมด ย้อนนึกถึงอดีตการสูญเสียของตัวเอง "เกือบกลั้นน้ำตาไม่อยู่เหมือนกัน"

 ภาพของคุณแม่ในวันสุดท้ายนั้น คุณแม่อารมณ์ดีและอยู่กับคุณ บ. ทั้งวัน พูดคุยกับตลอดจนนึกว่าคุณแม่จะหาย แต่เมื่อคุณ บ. หลับไปและตื่นขึ้นมาก็เสียคุณแม่ไปแบบไม่มีวันกลับเป็นภาพของความสุดท้ายที่ยังนึกถึงเสมอ

ส่วนเรื่องการสูญเสียของคุณพ่อนั้น คุณพ่อทุกข์ทรมานกับการเจ็บป่วยด้วยมะเร็งเช่นกัน พ่อต้องผ่าตัดถึง 4-5 ครั้งแต่อาการก็แย่ลงเป็นลำดับ ระหว่างนั้นก็เกิดความขัดแย้งกับแพทย์เจ้าของไข้ เกิดความคิดเห็นต่างในครอบครัว และในวันสุดท้ายของคุณพ่อก็ไม่สามารถจะไปดูใจคุณพ่อหรือแม้แต่จะไปงานศพเนื่องจากต้องนอน รพ.เพราะไข้เลือดออก

ความรู้สึกคุณ บ.ที่ต้องเสียทั้งคุณพ่อ/แม่ด้วยโรคมะเร็งฝังลึกและเป็นปมในใจตลอดมาสิ่งที่คุณบ. ได้จากการจากไปของคุณพ่อ คือสิ่งที่คุณพ่อทำมาตลอดคือ ขยันทำงาน ไม่เบียดเบียนคนอื่น ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีตามอย่างคุณพ่อ

หลังจากนั้นผู้เข้าร่วมประชุมร่วมกันให้กำลังใจแก่วิทยากรทั้ง 2 ท่าน+เล่าประสบการณ์ของตนเองต่อการสูญเสีย

อาจารย์แชมป์(อ.นพ.พรเลิศเสื้อสีครีม) ได้ชี้มุมมองความตายยังก่อให้เกิดสิ่งดีและความรู้สึกลบ ขึ้นกับเจ้าของประสบการณ์จะหยิบส่วนไหมมาพิจารณา

อาจารย์โจ้ (อ.พญ.พัชรินทร์ ชุดชมพูกลางภาพ) เปรียบชีวิตเหมือนการเดินแฟชั่นโชว์ ตอนเกิด-การแต่งงาน-เต็มไปด้วยความสุขและการเฉลิมฉลอง เปรียบเหมือนเสียงปรบมือในแต่ละช่วง แต่ชุดสุดท้าย (ความตาย) เปรียบเป็นชุดฟีนาเร่ ที่ถึงแม้จะสวยแต่ก็ปราศจากเสียปรบมือ เราจะทำอย่างไรให้ความตายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเป็นสิ่งที่สวยงาม

อาจารย์โจ้-อาจารย์แชมป์-คุณพ่อเชิดชัย

 คุณพ่อเชิดชัย(บาทหลวงสวมเสื้อขาว)สรุปประเด็นว่า "ทุกคนมีประสบการณ์การสูญเสีย หลายคนรู้ว่าจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร แต่อาจยังปฏิบัติไม่ได้ ทุกคนมีศักยภาพในการพ้นจากทุกส่วนวิธีการนั้นคงเป็นไปตามแต่ละคนจะเลือก และสุดท้ายปลายทางคือความสุขที่ทุกคนต้องการประสบ

อาจารย์ปริสวัน(เสื้อแดง) ได้สรุปว่า สิ่งที่ทำให้เราเจ็บมิใช่ญาติเรา แต่สิ่งที่ทำให้เราเจ็บคือความสูญเสีย เป็นผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ แต่สิ่งที่ผู้สูญเสียได้คือผู้สูญเสียเองเข้มแข็งมากขึ้นและเติบโตและทิ้งคำถามสุดท้ายว่า "เราทั้งหลายจะเรียนรู้จากความตายทั้งจากประสบการณ์ของคนอื่นและประสบการณ์ตรงอย่างไร

เราจบช่วงเช้าไปพักรับประทานอาหารและพูดคุยทำความรู้จักกันและมาต่อช่วงบ่ายกันในหัวข้อ "ประสบการณ์การดูแลครอบครัวหลังการเสียชีวิต"  ซึ่งเป็นรอบของบุคลากรทางการแพทย์มาเล่าให้ฟัง

ขออนุญาติเรียบเรียงซักพักแล้วจะนำมาเล่าให้ฟังในตอนที่ 2 ครับ