วันเวลาช่างล่วงไปเร็วเสียเหลือเกิน  ปี พ.ศ. 2549 กำลังย่างเข้ามา เผลอแผล็บเดียว ดิฉันเข้ามารับราชการที่มหาวิทยาลัยนเรศวรย่างปีที่ 6 แล้ว  ประสบการณ์ที่ผ่านมา 5 ปี  สอนดิฉันมากมาย หวลนึกถึงเวลาที่ผ่านมากับงานหนักและความรับผิดชอบต่างๆ อย่างท่วมท้น  ดิฉันไม่เคยรู้สึกผิดหวังเลย ที่ตัดสินใจมาทำงานที่นี่ ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรแห่งนี้

ที่ มน. ดิฉันเป็นเหมือนเด็กที่โตมากับ QA ขลุกอยู่กับ QA ในรายวิชาที่สอน บริหารงานวิชาการด้วย QA ในคณะ และขยับไปทีละเล็กละน้อยในฐานะผู้ประเมิน QA ต่างคณะและหน่วยงานต่างๆ  QA แนะนำให้ดิฉันรู้จักกับผู้คนมากมาย  ทำให้ดิฉันได้พบกัลยาณมิตรที่ดี  พบนักปราชญ์บัณฑิตที่น่านับถือ  QA สอนให้ดิฉันใช้เหตุผลและใช้วิจารณญาณในการตัดสินคุณค่าของสิ่งที่เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม  หลายครั้งที่ QA ทำให้ดิฉันเกิดอารมณ์ฮึกเหิมเพื่อต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ บางครั้งเท่านั้นที่ QA ทำให้ดิฉันเศร้าเพราะการเปรียบเทียบ หรือความขลาดกลัวที่จะยอมรับความเป็นจริง รวมความแล้ว QA เป็นเพื่อนที่แสนดี  และดึงดูดให้ดิฉันได้รู้จักกับ KM ในเวลาต่อมา

ตอนทำความรู้จักกับ KM แรกๆ รู้สึกอึดอัดมาก ไม่ทราบว่าจะเริ่มอย่างไร  ต้องยกประโยชน์ให้กับ QA อีก พื้นฐาน QA ที่ดีช่วยให้เรียนรู้เรื่อง KM ได้ง่ายขึ้น

เมื่อตอนที่ดิฉันมีโอกาสร่วมงานมหกรรมความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ 2 ของ สคส. และได้ขยายโลกทัศน์จากการฟังเรื่องเล่าของหน่วยงานภาคเอกชน (บริษัท Spansion) ก็ยิ่งช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นที่ว่า องค์กรที่มีคุณภาพ  จะต้องประกอบด้วย QA เป็นเสมือนโครงสร้างที่แข็งแรง และมี KM เป็นเสมือนสายใยประสาทประสานสัมพันธ์อวัยวะต่างๆให้ทำงานอย่างเป็นปกติ 

ดิฉันติดใจการเล่าเรื่อง KM ของบริษัท Spansion ซึ่งเปรียบเทียบ Anatomy ของมนุษย์ และ Anatomy ขององค์กรได้ดีมาก model ดังกล่าว ดิฉันสำเนาไว้ด้วยการจดบันทึก และดัดแปลงนำเสนอด้วยภาพดังต่อไปนี้

   

บริษัท Spansion เปรียบ QA เหมือนสมองของมนุษย์  ถ้าไม่มีสมอง(ไม่มี QA) ก็จะเป็นองค์กรที่ไม่ฉลาด ไม่เจริญ  และเปรียบ KM เหมือนวิตามิน  ถ้าไม่กินก็โตได้ แต่ถ้ามี ก็จะยิ่งช่วยเสริมให้เป็นองค์กรที่เจริญก้าวหน้า เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และแข่งขันได้