ในช่วงแรกๆ ของเทอมการศึกษา ประเพณีปฏิบัติของสถาบันการศึกษาต่างๆ คือการไหว้ครู ประเพณีการไหว้ครูนั้น เป็นการแสดงถึงการยอมรับของสองฝ่าย คือครูบา อาจารย์ ยอมรับบุคคลนั้นว่าเป็นศิษย์ ส่วนศิษย์ ที่ไหว้ครู คือการยอมตนว่าต่อไปนี้ จะยอมรับนับถือว่าเป็นครู จะเชื่อฟัง และปฏิบัติตาม รวมทั้งการเอาใจใส่วัตรปฏิบัติที่ศิษย์พึงกระทำต่อครูบาอาจารย์ ตามความเหมาะสม คำว่าครู มาจากคำว่า “ครุ” แปลว่า หนัก ซึ่งมีความหมายว่า ผู้มีภาระหนัก ในการทำหน้าที่ครูและต้องเป็นผู้หนักแน่นเมื่อหนักใจ พุทธทาสภิกขุ กล่าวว่า ครูเป็นผู้เปิดประตูวิญญาณ ให้ผู้เรียนมีคุณธรรมเบื้องสูงเป็นเรื่องทางจิตใจมากกว่าเรื่องทางวัตถุ เปลื้อง ณ นคร ให้ความหมายไว้ว่า ครูคือผู้มีความหนักแน่น ผู้ควรแก่การเคารพของศิษย์ผู้สั่งสอน ประเวศ วะสี ให้ความหมายว่า ครู คือเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงาม ตกไปอยู่ที่ใด ก็ทำให้ที่นั้นมีแต่ความดีความเจริญอุดมสมบูรณ์ ครูในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญ ในการกำหนดชะตากรรมของมวลศิษย์ เคยได้รับการกล่าวขานมีสมญานาม ที่แตกต่างกัน เช่น เปรียบครูเหมือนแม่พิมพ์ของชาติ ครูเหมือนเรือจ้าง หรือเรือโดยสาร ครูเหมือนพ่อแม่คนที่สอง เป็นต้น ซึ่งมีหน้าที่ในการ สืบทอด และถ่ายทอด องค์ความรู้ทั้งความรู้วิชาการ และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างมีความสุขและเป็นธรรม
ในพุทธศาสนา ยกย่องครูว่าเป็นเหมือนบิดามารดา การเปรียบเปรยนี้ ช่างยิ่งใหญ่นัก โดยนัยการได้รับเกียรติเช่นนั้น หมายถึงว่า ครูต้องเป็นผู้มีคุณธรรมเทียมเท่า มารดาบิดาของศิษย์ เป็นหูเป็นตาคอยดูและประหนึ่งว่าศิษย์คือลูกของตน มีภัยใดมาคุกคาม ต้องพร้อมที่จะปกปักษ์รักษา เฉกเช่น แม่ไก่ที่คอยดูแลลูกใกล้ๆ ยามเมื่อมีเหยี่ยวบินหรือโฉบผ่าน ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรมครูได้ทรงตรัสกับพระอานนท์เกี่ยวกับการเป็นครูคน ไว้ตอนหนึ่งว่า “ดูกรอานนท์ การแสดงธรรมแก่ผู้อื่นไม่ใช่ของง่าย ภิกษุเมื่อจักแสดงธรรมแก่ผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ภายในแล้วจึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุพึงตั้งใจว่า เราจักแสดงธรรมโดยลำดับ เราจักแสดงอ้างเหตุ เราจักแสดงธรรมอาศัยความเอ็นดู เราจักเป็นผู้ไม่เพ่งอามิสแสดงธรรม เราจักไม่แสดงให้กระทบตนและผู้อื่น” (อง.ปัญจก ๒๒/๑๕๙) นอกจากนี้ครูต้องประกอบด้วย คุณธรรม ต่อไปนี้ 1.ปิโย…ประพฤติเป็นคนน่ารัก
2.ครุเป็น….ผู้หนักแน่นมีหลักการณ์และมีวิชาการเป็นที่ยอมรับ
3.ภาวนีโย….ประพฤติตนเป็นต้นแบบน่ายกย่อง
4.วัตตา….รู้จักเจรจาผ่อนหนักเป็นเบาเบาให้เกิดความสุขยิ่งขึ้น
5.วจนักขโม….อดทนต่อถ้อยคำและใจกว้างสามารถรับฟังความคิดเห็นของศิษย์ได้
6.คัมภีรัญจกถังกัตตา…..เป็นผู้ลึกซึ้งและแตกฉาน
7.โน จัฏฐาเน นิโยชเน……..ไม่ชักจูงหรือสอนสิ่งที่เป็นเหตุให้ศิษย์ต้องเสื่อมเสีย ส่วนเครื่องบูชาครู หรือเครื่องสักการะนั้น ปัจจุบัน ได้มีรูปแบบแตกต่างกันไป ตามยุคสมัย เน้นความสวยงามบ้าง เน้นงานฝีมือประดิษฐ์บ้าง เน้นสการสร้างสรรค์บ้าง มีอยู่บางแห่งเท่านั้น ที่ให้ความสำคัญต่อเครื่องสักการะแบบเดิม ดังเช่นบทกลอนของ รศ.ธนู บุญยรัตพันธู์) ได้กล่าวความหมายของเครื่องบูชาว่า
หญ้าแพรก ลิ้วอ่อนอ้อน อำไพ
ยิ่งเหยียบยิ่งแตกใบ บ่มเกล้า
ปัญญายิ่งเกริกไกร ครูก่อ
งามงอกดุจดั่งหญ้า ยอดแท้ธรรมแกม
ดอกเข็ม แหลมหลักแท้ เทียมเข็ม
ฉลาดเฉลียวเต็ม แต่งแต้ม
ทรงคุณดั่งเกลือเค็ม คงมั่น
สวยสดสียะแย้ม ยิ่งล้วนแหลมเหลือ
ดอกมะเขือกลีบค้อม คว่ำลง
เป็นสัจจะอยู่ยง ยิ่งแล้ว
เปรียบความอ่อนน้อมลง คู่ชีพ
มีค่าดั่งดอกแก้ว ก่อให้สว่างวาว
ข้าวตอก ขาวผ่องแผ้ว พองงาม
ข้าวสิ่งสูงขนบยาม ยึดใช้
นำบูชิตครูตาม คติ
ครูดั่งข้าวผู้ให้ หล่อเลี้ยงวิญญาณ
วารมงคลศิษย์น้อม นำมา
ด้วยจิตบูชา เชิดล้ำ
ไหว้ครูสั่งสอนมา มานมุ่ง
ศิษย์ระลึกคุณย้ำ อยู่ถ้วนอวสาน
แม้ว่า การไหว้จะมีพิธีเลิศหรูสักปานใด มีเครื่องสักการะวิเศษมากล้น แต่หากว่าครูขาดจิตวิญญาณของความเป็นครู อย่างแท้จริง ศิษย์ประพฤติตนเป็นผู้ไร้ครู การไหว้ครูเป็นเพียงพิธีกรรมที่สูญเปล่า ดังนั้น ขอให้การไหว้ครูเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์คู่สังคมไทยตลอดไป เพื่อครูยังคงมีวิญญาณที่เปี่ยมเพื่อศิษย์ ศิษย์ก็ยังคงมีครูที่ตนรักและเคารพอยู่ชั่วนิรันดร์
สีตัวอักษร อ่านยากค่ะ สีสะท้อนทำให้ตาพร่ามัว มองไม่เห็น
สถาบันการศึกษาเปรียบบ้านหลังที่ 2 ครูอาจารย์ก็เปรียบเหมือนพ่อแม่ แต่ก็มีครูอาจารย์บางท่านที่เข้าไปนั่งในพิธีไหว้ครูอันศักดิ์สิทธิ์ มิได้ประพฤติตนให้เป็นเคารพแก่ศิษย์เลย ข้าพเจ้าเป็นคนที่เคารพผู้ประสาทวิชาเสมอ ไม่ว่าท่านจะสอนเราหรือไม่ก็ตาม ถ้าท่านทำตนให้น่าเคารพ ก็จะแสดงความเคารพตลอดเวลา ไม่ว่าในหรือนอกสถาบัน แต่บางท่านทำตนไม่น่าเคารพ อย่าว่าแต่จะยกมือขึ้นประนมเลย แค่เห็นแว๊บๆ ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง หรือทำเป็นมองไม่เห็นซะเลย .............. อย่างนี้ผิดหรือเปล่าคะ