จากการที่อิสรชนเริ่มทำงานกับครอบครัวเร่ร่อนไร้บ้าน คนเร่ร่อนไร้บ้าน ติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 5 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่สนามหลวงและคลองหลอด เราทำงานกับคนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ความจริงหนึ่งที่เราพบเจอและเผชิญอยู่ตลอดเวลานั่นคือโอกาสที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ของคนเร่ร่อนไร้บ้านที่อยู่ในท้องสนามหลวง ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย

ฤาโอกาสจะไม่มีในคนเร่ร่อนไร้บ้านในทุกเรื่อง 

          จากการที่อิสรชนเริ่มทำงานกับครอบครัวเร่ร่อนไร้บ้าน คนเร่ร่อนไร้บ้าน ติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 5 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่สนามหลวงและคลองหลอด เราทำงานกับคนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ความจริงหนึ่งที่เราพบเจอและเผชิญอยู่ตลอดเวลานั่นคือโอกาสที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ของคนเร่ร่อนไร้บ้านที่อยู่ในท้องสนามหลวง ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย 

          บางคนเกิดและอยู่ในสนามหลวงโดยปราศจากหลักฐานยืนยันและรองรับว่าเป็นใครมาจากไหน  โอกาสเดียวที่มีคือ ลมหายใจที่มีอยู่ ที่ตัวเองต้องเอาตัวเอาชีวิตให้รอดไปวัน ๆ ท่ามกลางสายตาและความรู้สึกรังเกียจของคนที่ผ่านไปผ่านมารอบ ๆ สนามหลวง 

          ล่าสุด ลุงมหา ผู้อาวุโสแห่งท้องสนามหลวง ที่มีอายุกว่า 50 ปี และพักอาศัยอยู่ที่สนามหลวงมานานกว่าคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบ ๆ แก จากการที่เราได้พูดคุยและคุ้นเคยกับแกลุงมหา เป็นคนอัธยาศัยดี เอาใจใส่คนที่อยู่รอบข้างทุกคน คำพูดคำจามีหลักการมีเหตุผลเป็นที่เคารพยำเกรงของคนสนามหลวงแทบทุกคน คนที่ผ่านไปผ่านมา หากไม่รู้จักคนสนามหลวงหรือรู้จักลุงมหาแล้ว จะไม่รู้เลยว่า คนแก่วัย 50 คนนี้มีบารมีมากพอที่จะคุ้มครองคนที่ลงมาทำงานกับคนสนามหลวงใหม่ ๆได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่ว่าเพราะแกเป็นคนมีอิทธิพลแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะแกเป็นคนที่มีอายุและพูดเตือนใครต่อใครอยู่เป็นประจำจน คนที่มาพักอาศัยที่สนามหลวงก็พากันเกรงใจแกไปตาม ๆ กัน 

           หันมามองเด็กน้อยลูกของคนสนามหลวงที่ถึงวันนี้อายุยังไม่พ้นวัยขวบปีเศษ ชีวิตที่เพิ่งเจริญเติบโตขึ้นมาท่ามกลางท้องสนามหลวงที่ สมาชิกในสนามหลวงผลัดเปลี่ยนกันมาดูแล ประคับประคองกันตามมีตามเกิดใครพอมีเงิน ก็ จะแบ่งปันมาซื้อผ้าอ้อมบ้าง นมผงบ้างมา เลี้ยงดูยัยตัวน้อยอยู่อย่างสม่ำเสมอไม่ได้ขาด ภาพที่เห็น ทำให้อิสรชนเองต้องสะท้อนใจอย่างหนักที่ เพียรพยายามสะท้อนเรื่องราวให้คนที่มีโอกาสในสังคมรับรู้เรื่องราวของคนที่มีโอกาสไม่เท่าเทียมกัน ให้ได้ร่วมแบ่งปันโอกาสซึ่งกันและกัน แต่ทว่า ไม่มีการหยิบยื่นโอกาสจากคนภายนอกมาสักเท่าใด คนด้อยโอกาสก็ยังต้องช่วยกันตามมีตามเกิดให้รอดชีวิตไปวัน ๆ เหมือนเดิม 

          วันก่อนมีคนใจดีที่ติดตามเรื่องราวของอิสรชน และตามลงมาดูสภาพพื้นที่ที่สนามหลวง พอลงมาเจอกับของจริงที่สัมผัสได้ด้วยตัวเอง ก็ควักกระเป๋า ซื้อข้าวกล่องและน้ำดื่มเลี้ยงกลุ่มคนเร่ร่อนไร้บ้านที่เราดูแลอยู่ 40 ชุด ก็ทำให้คนเร่ร่อนไร้บ้านที่สนามหลวงได้มีข้าวกินไปอีกหนึ่งมื้อ ซึ่ง อิสรชน เอง ก็ ฝันเล็ก ๆ อยากจะมีงบประมาณเพื่อเลี้ยงดูในเรื่องของอาหารการกินอย่างน้อยเพื่อให้เขาอยู่รอดเพื่อตั้งสติในการปรับเปลี่ยนชีวิตไปในทิศทางที่ดีกว่าทุกวันนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่า คนที่มีโอกาสในสังคมจะแบ่งปันโอกาสนั้นมาสู่คนเร่ร่อนไร้บ้านมากน้อยเท่าไหร่ก็เท่านั้นเอง 

          การที่จะมีอาหารดีดีกินกันซักมื้อนึงของคนสนามหลวงไม่ได้มีโอกาสกันได้ง่าย ๆ นัก แต่ จะว่ากันไปหากวันไหนต่างคน ต่างเอาเงินที่หากันมาได้ ลงขันกันคนละ 5 บาท 10 บาท เขาก็จะได้ อาหารอันโอชะ กินกันเลยทีเดียว อย่างวันนี้(26 มิถุนายน 50) เขาร่วมลงขันกันคนละ 10 บาท เพื่อซื้อหัวหมู ในราคา 75 บาทมาทำต้มยำกินกันอย่างเอร็ดอร่อย และมีความสุขกันตามอัตภาพของคนสนามหลวง ชีวิตที่อยู่กันอย่างพอมีพอกินและไม่ทะเยอทะยาน ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอยู่อย่างพอเพียงตามที่ คนมีเงินและนั่งอยู่ในรัฐบาลปัจจุบันได้หรือไม่ เพราะ คนสนามหลวง แม้จะใช้ที่ดินสาธารณะอยู่และนอน แต่เขาก็ไม่ได้รุกป่าสงวน อย่างที่นายกรัฐมนตรี คนพอเพียงกำลังทำอยู่ ที่สำคัญ หากคนเร่ร่อนไร้บ้านที่สนามหลวงเจ็บป่วยหรือตายลง ก็ จะตายอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีสวัสดิการใดใดยื่นมือมาถึงเขาเลย บางทีตายไปแล้ว ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า ศพจะมีโอกาสนำมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณีกับเขาหรือไม่ ไม่ต้องไปคาดหวังถึงการจะได้รับพระราชทานเพลิงศพ แบบที่ คนที่มีโอกาสหลาย ๆ คนในสังคมไทย กระเฮี้ยนกระฮือรือที่จะได้สิ่งเหล่านั้น เรียกว่า ไม่พอเพียงจนวาระสุดท้าย แต่ กลับ ออกมาเรียกร้องให้คนจน ๆ อยู่อย่างพอเพียง ?? 

          พูดไปก็ยาว เพราะ ความพอเพียง ไม่สามารถเกินขึ้นได้ ในสังคมที่ไม่มีความเท่าเทียม ถ้าตราบใดคนที่มีเงินดือน ๆ ละ แสน กินน้ำขวดละ 10 บาท เท่ากันกับ คนเร่ร่อนไร้บ้านที่เก็บขวดในสนามหลวงขาย ความพอเพียงจะมีได้อย่างไร เมื่อรายรับไม่เท่ากัน แต่ต้องมีรายจ่ายที่เท่ากัน ?? ว่ากันไปแล้วคนสนามหลวง ต่างหากที่ควรจะได้รับการยกย่องว่าอยู่อย่างพอเพียงมากกว่า บรรดา คุณหญิงคุณนาย และ ผู้มีอำนาจ ที่ รณรงค์แค่สร้างภาพ แต่ เอาเข้าจริง ก็ ไม่มีความพอเพียงอย่างจริงจังในชีวิตเอาเสียเลย