ทะเลสาบบิวะ เป็นทะเลสาบที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น มีที่มายาวนานนับล้านปี มีเรื่องราวและทรัพยากรมากมาย

ล่องเรือร่วมวิจัยและสำรวจ Bivako ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น          

           ในวันรุ่งขึ้น คณะเรารีบตื่นแต่เช้า เพราะในโปรแกรมบอกว่าจะเป็นรายการสำรวจทะเลสาบ Biva กับคณะวิจัยของมหาวิทยาลัยชิกะ เด็กๆตื่นเต้นมาก เพราะเคยอยู่แต่ดอย อย่างเก่งก็มีแต่แม่น้ำปิงเท่านั้น          

          

          ดร.Sato ผู้หญิงคนซ้ายมือสุด สวมเสื้อขาวกางเกงดำ ผู้ประสานงาน

          เราเดินไปทางประตูหลังของมหาวิทยาลัยเพียงสิบนาที ก็ถึงทะเลสาบ Biva แล้ว ทางมหาวิทยาลัยได้ซื้อบ้านเล็กๆไว้สองหลังเพื่อใช้เป็นโรงเก็บเรือและใช้เป็นท่าขึ้นลงเรือ ดร.ซาโต เธอบอกเราว่ามหาวิทยาลัยมีเรือสองลำ ลำเล็กและใหญ่ ซึ่งศาสตราจารย์ Endo เป็นผู้ดูแลและเป็นนักวิจัยมือหนึ่งเกี่ยวกับทะเลสาบนี้ ซึ่งท่านเคยมาเชียงใหม่แล้วสองสามครั้งเกี่ยวกับงานวิจัยน้ำแม่ปิงและที่สำคัญท่านชอบนิสัยคนไทยมาก จึงอนุญาตให้คณะเราลงเรือร่วมสำรวจคราวนี้กับนักศึกษาปริญญาโทของท่านได้     

     

          ศาสตราจารย์ Endo กับอาจารย์พิชัย อายุเท่ากันและหล่อ เท่ เท่ากัน

           พอลงเรือ ศาสตราจารย์ Endo มารออยู่แล้วกับนักศึกษาปริญญาโทสามคน หลังจากการแนะนำตัวก็พบว่าท่านกับผมอายุเท่ากันและพูดคุยถูกคอกัน คุยไปคุยมาท่านเล่าว่าเคยมาวิจัยน้ำปิง ชอบกินเบียร์ไทย อาหารไทยและชอบนิสัยคนไทยว่าเป็นมิตรดี

          ท่านเล่าว่าเรือที่เห็นอยู่นี่ ท่านออกแบบเองและส่งไปให้บริษัทต่อเรือ เรือลำนี้ใช้ในงานวิจัยเท่านั้น ท่านกรุณาสอนวิธีควบคุมเรือ บอกว่าขับง่ายกว่าขับรถยนต์ แนะนำวิธีอ่านข้อมูลจากจอคอมพิวเตอร์ ดูระดับความลึกของน้ำ ความกว้างของฝั่ง หินใต้น้ำ แล้วบังคับเรือได้สบายๆ ด้วยระบบ Gis นำร่องจากสัญญาณดาวเทียม

            ดร.ซาโตะ และนางสิงโต กำลังหย่อนเครื่องตักดินลงในทะเลสาบ

            ท่านแบ่งคณะเราออกเป็นสามกลุ่มเพื่อร่วมสำรวจและวิจัย ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีนักศึกษาปริญญาโทเป็นผู้ช่วยสอนการสำรวจต่างลักษณะกัน        

  

           กลุ่มที่๑. วิเคราะห์น้ำว่ามีสารปนเปื้อนหรือมีแร่ธาตุหนักอะไรบ้าง โดยตักน้ำใน น บริเวณและระดับความลึกที่แตกต่างกันมาใส่ในหลอดทดลองที่มีด่างผสมอยู่ แล้วเทียบดูสีว่าใกล้เคียงกับหลอดตัวอย่างน้ำที่ผสมกับด่างที่มีค่าของโลหะต่างชนิดกันอยู่แล้ว เป็นการเทียบโดยใช้ตัวอย่างสีของน้ำเทียบกัน         

 

         นักศึกษาปริญญาโท กำลังสาธิตการตรวจดูสารในน้ำ

          กลุ่มที่๒. สำรวจความขุ่นใสของน้ำและเก็บตัวอย่างน้ำในระดับความลึกต่างๆเพื่อมาส่องดูในกล้องจุลทรรศน์ ดูชนิดของแพลงตอนที่มีตัวอย่างและชื่ออยู่แล้ว

 

      

         ดูแล้วมหัศจรรย์ใจในธรรมชาติที่สร้างสรรค์ชีวิตที่หลากหลายและพลอยนึกไปถึงเรื่องกรรมและวิบากที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า          

         กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้งาม ทราม ประณีต แตกต่างกัน(ตามชนิดของกรรมและวิบาก) ดูแล้วจะตั้งใจทำความดียิ่งๆขึ้น กลัวว่าจะไปเกิดเป็นตัวยึกยืออย่างนี้    

      

         กลุ่มที่๓. สำรวจเรื่องดินในทะเลสาบ ดูแร่ธาตุและสัตว์ที่อาศัยอยู่ ดินมีสีสรรลักษณะแตกต่างกันไปตามระยะทางและระดับความลึก บางแห่งตักขึ้นมาเป็นดินโคลนดำ บางแห่งมีทรายปนมาก บางแห่งตักขึ้นมามีหอยชนิดต่างๆ         

 

         ในช่วงท้าย มีทีเด็ด ศาสตราจารย์ Endo ถามว่าหิวน้ำไหม แล้วสั่งให้นักศึกษาตักน้ำในระดับความลึกสี่สิบเมตรขึ้นมา

         น้ำใสแจ๋วสะอาดมาก ท่านบอกว่าเป็นน้ำบริสุทธ์มาก เพราะเป็นระดับที่มีน้ำแร่ไหลผ่าน เป็นน้ำที่หากินยากหากเป็นอายุวัฒนะด้วย หากนำไปบรรจุขวดจะมีราคาแพงมาก           

        พวกเราได้ยินเลยเกิดความโลภ ทดลองดื่มคนละแก้ว น้ำเย็นเจี๊ยบ รสดีมากไม่เฝื่อนเลย ดื่มแล้วสดชื่นจริงด้วยแฮะ  

        

       นางสิงโตของผม ก้มหน้าดื่มเอาดื่มเอา สงสัยอยากมีอายุยืนหมื่นปี J

  ผมล่ะเสียว ...:) 

      ก่อนลงจากเรือจึงชักรูปหมู่ตามธรรมเนียม

     

แผนที่ทะเลสาบ BIVA ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า BIVAKO

ภาคผนวก เกี่ยวกับทะเลสาบบิวะ 

ทะเลสาบบิวะ (Lake Biwa) มีชื่อเดิมว่า ทะเลสาบโอมิ เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในจังหวัดชิกะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหลวงเก่าเกียวโต เนื่องจากอยู่ใกล้กับเมืองหลวงเก่า ทะเลสาบแห่งนี้จึงปรากฏอยู่ในวรรณกรรมของญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในกวีนิพนธ์และบันทึกทางประวัติศาสตร์ยามสงคราม

  <p style="background: #f8fcff; margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พื้นที่โดยรอบและการใช้ประโยชน์</p>

 ทะเลสาบแห่งนี้มีขนาดพื้นที่ 670 ตารางกิโลเมตร เท่ากับเกาะอาวาจิ มีแม่น้ำหลายสายไหลจากภูเขารอบๆลงสู่ทะเลสาบ เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญสำหรับเมืองเกียวโตและโอทสึ มีการใช้ประโยชน์จากทะเลสาบแห่งนี้มากมายหลายทาง เช่น เป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญสำหรับโรงงานทอผ้าในบริเวณใกล้เคียง แหล่งผลิตน้ำดื่มหล่อเลี้ยงคนกว่า 15 ล้านคนทั่วภูมิภาค แหล่งเพาะและผสมพันธุ์ปลาน้ำจืดหลายชนิดอย่างเช่นปลาเทราท์ และแหล่งเลี้ยงหอยในอุตสาหกรรมผลิตไข่มุกแต่ละปีระดับน้ำในทะเลสาบจะสูงขึ้นถึง 3 เมตรใน 2 ช่วงเวลา คือ ในฤดูใบไม้ผลิ เนื่องมาจากฝนและหิมะที่ละลาย และในฤดูใบไม้ร่วง หลังจากพายุไต้ฝุ่นแม่น้ำที่เป็นสาขาหลักของทะเลสาบคือ แม่น้ำเซตะ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น แม่น้ำโยโดะ ไหลจากทะเลสาบออกสู่ทะเลที่อ่าวโอซากาคลองบิวะโกะ เป็นสาขาหนึ่งของทะเลสาบ ขุดขึ้นเมื่อปลายทศวรรษ 1890 และมีการขยายขึ้นอีกระหว่างสมัยไทโช มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมในเกียวโตให้กลับพลิกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ซบเซาลงไปเนื่องจากการย้ายเมืองหลวงไปโตเกียว

ธรรมชาติของทะเลสาบ

          ทะเลสาบบิวะเป็นทะเลสาบที่มีอายุเก่าแก่เป็นอันดับสามของโลก โดยถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 4 ล้านปีก่อน เนื่องด้วยมีประวัติยาวนาน และแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครั้งถือกำเนิด ทำให้เป็นสถานที่ที่ระบบนิเวศอันหลากหลายมีวิวัฒนาการเรื่อยมา นักธรรมชาติวิทยาได้ค้นพบและบันทึกรายการสิ่งมีชีวิตในทะเลสาบแล้วประมาณ 1,100 ชนิด ในจำนวนนี้มีอยู่ 58 ชนิดที่ไม่พบในที่แห่งอื่นในโลก บริเวณทะเลสาบเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่สำคัญของนกน้ำ ทุกปีจะมีนกน้ำกว่า 5,000 ตัวอพยพมาที่ทะเลสาบ แต่เมื่อไม่นานมานี้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ของทะเลสาบบิวะก็ถูกคุกคามโดยปลาต่างถิ่น อย่างเช่น black bass และ bluegill โดยพันธุ์ปลา bluegill ถูกนำมาถวายแด่องค์จักรพรรดิ แล้วถูกปล่อยลงสู่ทะเลสาบเพื่อให้เป็นอาหารของปลาอื่น ส่วน black bass ถูกนำเข้ามาเพื่อเป็นปลาสำหรับกีฬาตกปลา

 ข้อมูลจากhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B0”.