แพทย์มักอธิบายว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนหัว คนไข้อาจเข้าใจว่าเลือดน้อย ซึ่งไม่ใช่

            ในทุกวันของการตรวจผู้ป่วยในแผนกผู้ป่วยนอกและในคลินิกส่วนตัว อาการที่พบบ่อยๆที่นำให้คนไข้มาหาเรา อาการหนึ่งก็คือเวียนศีรษะ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายก็มาบอกเล่าอาการแตกต่างกันไปบ้าง

            บางคนก็บอกว่ารู้สึกหนักๆเมื่อยๆหรือตึงท้ายทอยหรือหนักง่อน  บางคนก็บอกว่ามึนงง ซึมๆเซาๆ แต่มีอยู่กลุ่มหนึ่งจะบอกเลยว่า หมอ ป้าเป็นลมตาปั่นมา  คำว่าลมตาปั่นก็คืออาการเวียนศีรษะ ที่ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีบ้านหมุน หรือสิ่งแวดล้อมโคงเคลงไป เดินเซ เหมือนจะทรงตัวไม่ค่อยได้

            ในคนไข้ที่มาด้วยอาการเวียนศีรษะ จึงต้องมีการตรวจร่างกายว่าอาการวิงเวียนนั้นมาจากระบบประสาทสมองส่วนกลางหรือเกิดขึ้นนอกระบบประสาทส่วนกลางโดยที่ไม่เกี่ยวกับสมอง

          เวลาตรวจผมจะตรวจระบบประสาทว่าผู้ป่วยมีอาการเดินเซหรือทรงตัวผิดปกติหรือไม่ มีการกระตุกของลูกตาไหม สามารถใช้นิ้วแตะปลายจมูกแล้วไปแตะนิ้วของมืออีกข้างหนึ่งที่ชี้ไปข้างหน้าได้ไหม เดินต่อส้นเท้าปลายเท้าได้ไหม ร่วมกับการตรวจระบบประสาทตามปกติ มีหูอื้อ ไม่ได้ยินเสียงหรือไม่เพราะอาจเกี่ยวกับความผิดปกติของหูชั้นใน ซึ่งเท่าที่ตรวจคนไข้มา แทบไม่เจอที่จะมีความผิดปกติทางระบบประสาทเลย และมักพบว่าตรวจร่างกายก็ปกติด้วย

          คนไข้ที่มาพบผมด้วยเรื่องเหล่านี้มักมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป บางคนก็ลุกหรือก้มแล้วมีอาการเวียนหัวบ้านหมุนมา บางคนตื่นเช้าลุกจากที่นอนก็จะเป็นทันที เมื่อผมตรวจร่างกายแล้วพบว่าปกติ ไม่มีไข้หรืออาการของโรคต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะถามเสมอก็คือนอนหลับดีไหม คำตอบเบื้องต้นเลยส่วนใหญ่จะตอบว่าหลับดี และญาติก็มักจะเสริมว่าหลับตลอดเลย นอนตั้งแต่หัวค่ำ

          เรื่องหลับดีที่คนไข้ตอบมานั้น ผมไม่ค่อยเชื่อนัก ก็มักจะชวนคุยต่อว่า หลังเที่ยงคืนต้องตื่นขึ้นมาบ้างไหม บ่อยแค่ไหน พอตื่นมาแล้วจะหลับอีกยากไหม ถามไปถามมาก็จะพบความจริงว่าคนไข้ที่เวียนศีรษะมามักหลับไม่ดี บางคนหลับยากกว่าจะหลับได้นอนพลิกไปพลิกมาตั้งนาน บางคนหลับง่ายแต่ตื่นกลางดึกแล้วไม่ค่อยหลับต่อ ที่เห็นนอนนั้นก็เพราะเวียนหัวจึงอยากนอนแต่ก็นอนไม่หลับ อาการเวียนศีรษะเหล่านี้จึงเกิดจากการที่พักผ่อนไม่พอ หรือสมองพักผ่อนน้อย ทำให้สมองล้า รวนไป จึงแสดงด้วยการเวียนศีรษะเพื่อให้คนไข้ได้นอนพัก

          อีกกลุ่มหนึ่ง มักพบในคนสูงอายุหรือคนที่ลุกนั่งเร็วๆ หรือก้มหรือแหงนแล้วมีอาการเวียนหัว เป็นลมตาปั่น กลุ่มนี้มักเกิดจากความดันโลหิตตกขณะเปลี่ยนท่า (postural hypotension) หรือหากก้มหรือเงยมากเกินไป จะทำให้เส้นเลือดที่ไปลี้ยงสมองที่ขดไปตามช่องของกระดูกสันหลังเกิดการคดงอเหมือนการหักสายยางฉีดน้ำหรือบางทีกระดูกสันหลังมีหินปูนมาเกาะก็เลยไปเบียดเส้นเลือดทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่สะดวกหรือไหลเวียนไปได้ช้า (Vertebro-basilar insufficiency)  แพทย์มักอธิบายว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนหัว

           คนไข้อาจเข้าใจว่าเลือดน้อย ซึ่งไม่ใช่  เลือดมักไม่น้อยคือไม่มีเลือดจางหรือซีด(แต่การมีเลือดจางก็ทำให้เวียนหัวได้)  ต้องอธิบายว่าเลือดมีปกติแต่ไหลเวียนไปสมองได้ช้าไปหน่อย ไม่ได้เกิดอะไรที่ร้ายแรง เป็นการสร้างความมั่นใจคนไข้ และกลุ่มนี้ก็มักพบว่ามีการหลับไม่ค่อยเพียงพอด้วยเช่นกัน

           เมื่อคนไข้เข้าใจว่าเป็นอะไร อย่างไร ก็จะลดความวิตกกังวลลง แพทย์ก็ให้ยาช่วยลดอาการมึนหัว หรืออาจให้ยาที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปด้วย และหากช่วยให้คนไข้หลับได้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ร่วมกับการปรับพฤติกรรมในการลุกนั่ง หมุนก้ม เงย ก็จะช่วยให้หายได้เร็วและไม่ค่อยเป็นซ้ำได้