คุณทวีลาภ การะเกด ผู้สื่อข่าวมติชน ประจำ จ.ชุมพร ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์เพื่อนำไปลงในหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ ด้วยคำถาม 2 ข้อ เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์จึงนำมาลงใน Blog ดังนี้

คำถามที่ 1 แนวโน้มสภาวะเศรษฐกิจไตรมาศที่ 3 และ 4 ของปี 2550 เป็นอย่างไร ?

เศรษฐกิจของประเทศออกอาการไม่ดีตั้งแต่ช่วงไตรมาศที่ 2 ของปี 2549 อันเนื่องมาจากปัญหาหนัก ๆ ที่เข้ามารุมเร้าไม่ว่าจะเป็น ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง, อุทกภัยที่ภาคเหนือ-ภาคกลาง, ภัยแล้ง, ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และปัญหาการเมืองภายในประเทศ นอกจากนั้น ไทยยังเสียเปรียบความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศจีนและเวียดนามในสินค้าหลายชนิด ปัญหาเหล่านี้มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และค่อย ๆ แผ่กระจายความเดือดร้อนออกสู่ต่างจังหวัดเพราะคนตกงานมากขึ้นเรื่อย ๆ อพยพกลับบ้าน

เชื่อว่าไตรมาศที่ 3 และ 4 ของปี 2550 อาการก็ไม่น่าจะดีขึ้นมากนัก เพราะไม่ว่าจะมองที่ปัจจัยตัวไหนก็ยังไม่เห็นแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงดีขึ้น ในอดีตช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ต้มยำกุ้ง ปี 2539-40 ภาคการเกษตรเป็นตัวรองรับสภาวะการว่างงานได้มาก แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะครัวเรือนในภาคการเกษตรมีหนี้สินสูงมาก รัฐบาล สุรยุทธ์ ต้องระวังเรื่องนี้และควรจัดการส่งเสริมการสร้างงานในชนบทให้เป็นระบบชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่

คำถามที่ 2 หลังการเลือกตั้งปลายปี 2550 เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ ?

ถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง ด้วยการทำงานของพรรคการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนดีขึ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าผ่านไป 3 เดือน ปัจจัยลบที่เป็นตัวเหนี่ยวรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น สภาวะวิกฤติบวกกับ อารมณ์ ของคนในชาติจะก่อตัวโหมกระหน่ำรุนแรงกว่าเดิม รัฐบาลใหม่ต้องมีแผนระยะสั้นเป็น ยาแรง ฉีดเพื่อ Pump-Up เศรษฐกิจไทยให้กระเตื้องขึ้นในทันที และเดินเครื่องอย่างเต็มที่ฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งในระยะปานกลางและระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำได้ดีก็ต่อเมื่อรัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพทางการเมืองมากพอ และจะต้องไม่ทุจริต.