ผลกระทบด้านการเรียน การปรับตัว เศรษฐกิจของครอบครัว ในช่วงของการเรียนทำให้เกิดความเครียดของเด็กๆได้มาก

ช่วงนี้ดิฉันได้รับการประสานงานเพื่อช่วยเหลือนิสิต  จากเครือข่ายหอพัก  ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งผู้ประสานงานเล่าว่า นิสิตเครียดมาก  เดินพูดคนเดียว  บางครั้งก็ร้องไห้   พี่หอพบครั้งแรกก็ตกใจ  เพราะไม่เคยพบผู้ใช้บริการที่รุนแรงแบบนี้   จึงต้องการที่จะนำผู้ประสบปัญหาในการมารับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยา..

  กรณีที่เกิดขึ้น  คือ นิสิตหญิง  กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4    เมื่อ มาถึงห้องแนะแนว ฯ นิสิตพยายามยืนนิ่งๆก่อน   และใช้สายตากวาดไปตามบริเวณในห้อง เมื่อผู้ให้คำปรึกษากล่าวคำว่าสวัสดีค่ะ และเชิญเข้ามาด้านในก่อน เธอก็ยกมือไหว้   และปล่อยให้นั่งหายเหนื่อยก่อน  เมื่อสังเกตดูนิสิตไม่นั่งมักจะเดินรอบๆไปห้อง  และทำท่าเต้นตามจังหวะ ซึ่งพฤ๖กรรมเหล่านี้จะเกิดจากอาการของเขาเอง

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้างวันนี้  นิสิตตอบว่า  ลองทายสิ   และถามต่อไปอีกว่านิสิตชื่ออะไรค่ะ  นิสิตตอบว่า ให้คิดเอาเอง   นิสิตรักมีไหม  ถูกต้องเลย  เมื่อได้ตรวจสอบเกี่ยวกับคำถามต่างๆ     

แสดงให้เห็นว่า   ตัวของนิสิตเองอยู่กับความคิดของตัวเอง และอยู่ในภาวะที่ไม่รู้ตัวไม่สามารถที่จะสื่อสารกันเข้าใจ  จึงขอดูถุงยาที่เพื่อนๆหิ้วมาด้วย  พบว่ายาที่แพทย์ให้น้องเขามาเมื่อไปพบแพทย์เดือน เมษายน 2550  ยาที่แพทย์ให้มายังอยู่ครบและนิสิตไม่ได้รับประทานยาตามแพทย์สั่งเลย  ทำให้อาการหนักขึ้น  อาการของทางประสาทกลับมาผิดปกติ สื่อสารกันไม่ได้ความ 

จากนั้นได้ประสานกับผู้ปกครองของนิสิต   และสอบถามอาการและความสัมพันธ์ของครอบครัว  ได้ข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า นิสิตมักจะเหงา โทรศัพท์กลับอยู่เสมอๆ  พึ่งไม่ได้โทรศัพท์กลับบ้านเพียงวันเดียว จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ไม่สบายในวันนี้    ส่วนสุขภาพจิตใจ เมื่อเกิดอาการเครียด   กังวลใจ จะทำให้เหม่อลอย  พูดคนเดียว เป็น อาการทางด้านประสาทแบบแบบเฉียบพลันกลับมาเหมือนเดิม    ซึ่งแพทย์ได้วินิจฉัยอาการของนิสิตรายนี้  คือ   เป็นโรคประสาทแบบเฉียบพลัน  จึงรักษาด้วยการรับประทานยาและการดูแลตนเองที่ไม่ทำให้เกิดความเครียด   

เมื่อผู้ปกครองมาถึง   จึงได้ขอทราบรายละเอียดประวัติการรักษาของนิสิตเพิ่มเติม  นิสิตพ่อแม่หย่าร้างเมื่อเรียนอยู่ชั้น ม.2   ไม่เคยได้ไปเยี่ยมพ่อเลย ซึ่งประกอบอาชีพอยู่จังหวัดเชียงราย   ส่วนแม่ไม่มีรายได้อะไร   น้าสาวเป็นผู้ส่งเธอเรียนหนังสือ   เธอสงสารน้าสาวมาก   ทำให้คิดมาก  เกิดความเครียด ประกอบกับการเรียนหนัก ต้องทำงานต่างๆในการส่งอาจารย์  มีความวิตกกังวล  และไม่ยอมรับประทานยาคิดว่าตนเองหายปกติแล้ว

--->แนวทางการแก้ไขปัญหา.. คือ การให้แนวทางผู้ปกครองในการดูแลนิสิตเบื้องต้น อธิบายอาการที่เกิดขึ้นทางประสาท  ให้ความเข้าใจ และการดูแลที่ควรจะเป็นไปได้  ไม่ให้ใช้ความรุนแร ให้ความเข้าใจ ความรักความอบอุ่น บางครั้งอาจจะเหนื่อย  แต่ต้องประคับประครองชีวิตของคนที่เรารักผ่านช่วงนี้ไปให้ได้   ขณะนี้นิสิต มีความเครียดในใจอย่างแน่นอน... ทุกคนเวลาเกิดปัญหา ความทุกข์ต้องผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ การให้กำลังใจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด  และนำนิสิตกลับไปพบแพทย์ทางด้านจิตเวชตามเดิม  เพื่อเริ่มกระบวนการรักษาใหม่ให้ต่อเนื่องอีกครั้ง  

นี่เป็นอีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้น กับนิสิตหญิงคนนี้  ในสภาวะความเครียด ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การปรับตัว เรื่องของเศรษฐกิจของครอบครัว    เมื่อมีผลกระทบเกิดขึ้นด้านใดด้านหนึ่ง  จะส่งผลกระทบต่อทางด้านร่างกายและจิตในของนิสิตมาก ทำให้เกิดผลเสียต่างๆตามมา ผู้ปกครองจึงจะต้องให้ความเอาใจใส่ลูกหลาน รวมทั้งการให้ความรักและความอบอุ่นอยู่เสมอ  ........................