ช่วงนี้ดิฉันกำลังทำเรื่อง การพัฒนาเจ้าหน้าที่โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) โดยหน่วยงานแรกที่ดิฉันไปร่วมปฏิบัติก็คือ
หน่วยงานแรก คือ สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน กับเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและอำเภอ ประมาณ 30 คน ปี 2548 ถึง ปัจจุบัน
หน่วยงานที่สอง คือ สำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร กับเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและอำเภอ ประมาณ 20 คน
หน่วยงานที่สาม คือ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี กับเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและอำเภอ ประมาณ 3 คน
ดังนั้น การทำงานวิธีการดังกล่าวมีจึงเกิดขึ้น กับ 3 หน่วยงาน เจ้าหน้าที่ ประมาณ 53 คน เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 10 กลุ่มอาชีพ และเริ่มมีการโยงใยระหว่างกันเป็นเครือข่ายทั้งในระดับเจ้าหน้าที่และกลุ่มเกษตรกร
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ดิฉันเริ่มมีคำถามเกิดขึ้นจากการลงพื้นที่ไปร่วมปฏิบัติงาน ในช่วงระยะ 2-3 ปี ก่อนนี้ว่า
"งานส่งเสริมการเกษตร...ทำไป ๆ มีแต่สูญหายไปตามกาลเวลา"
"งานส่งเสริมการเกษตร...ทำไป ๆ มีผลงานที่เกิดขึ้นจำนวนมากมายมหาศาล...แล้วสิ่งเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนหมด?"
"งานส่งเสริมการเกษตร...จริง ๆ แล้ว... เป็นงานที่เนื้อหอม...ใคร ๆ ก็รุมล้อมเกษตรกรที่ได้ผล"
"แต่...ทำไมถึง...ช่างยากต่อการนำเสนอให้คนอื่นเห็น หรือเข้าใจได้"
" ฉะนั้น เราควรจะทำอย่างไร? ถึงจะให้เราและชาวบ้านอยู่คู่กันได้"
ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น จึงได้ไปลองศึกษาเรียนรู้ค้นหาแนวทางเพื่อ "รักษาของดี ๆ ที่มีอยู่ในหน่วยงานให้คงไว้ได้" โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ กับผลงานที่เขามี คือ
1. กลุ่มอาชีพต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดขึ้น เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่าง ๆ และกลุ่มอื่น ๆ
2. เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในการส่งเสริมอาชีพ เช่น เรื่องการปรับปรุงพันธุ์ข้าว เรื่องการแก้ปัญหาส้มร่วง เรื่องการแปรรูป และเรื่องอื่น ๆ
3. เนื้อหาสาระที่เกิดขึ้นในการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตร เช่น วิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยใช้โรงเรียนเกษตรกร การจัดทำแผนชุมชนโดยใช้ PAP เป็นเครื่องมือ เครื่องมือที่เจ้าหน้าที่นำไปใช้ในการชวนชาวบ้านคุยเกี่ยวกับอาชีพของเขาเอง เครื่องมือที่เจ้าหน้าที่นำไปใช้รวบรวบ /ประมวล/วิเคราะห์/สรุปผลการชวนชาวบ้าน และแนวทางในการถ่ายทอดความรู้ให้กับชาวบ้านที่ได้ผล <p> ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ องค์ความรู้ในเนื้องานส่งเสริมการเกษตร ที่เกิดขึ้นมาจากฝือมือของเจ้าหน้าที่ หรือ "นักส่งเสริมการเกษตร"
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เรากำลังเผชิญกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การบริหารจัดการ กำลังคน ทรัพยากร การสนับสนุน องค์ความรู้ ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเปลี่ยนแปลงทางด้านการศึกษา และองค์ความรู้ที่เปลี่ยนไป ดังนั้น เราจึงควรจะทำอย่างไรดี?
"ศูนย์การเรียนรู้" จึงได้ทดลองนำเข้ามาใช้เพื่อรวบรวมและสร้างการเรียนรู้ระหว่างเจ้าหน้าที่กับเกษตรกรตามความต้องการ คือ เจ้าหน้าที่จะมีวิธีการทำอย่างไรก็ได้ให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้ตามสิ่งที่เขาต้องการให้ได้? ตัวอย่างเช่น จัดการเรียนการสอนโดยการ "ถาม - ตอบ หรือ การยกตัวอย่างที่สำเร็จมาเล่าให้ฟัง หรือการอภิปรายร่วมกัน หรือการศึกษาดูงาน หรือการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือการทดลองทำ หรือการสาธิต เป็นต้น"
ในขณะที่กำลังดำเนินการสิ่งนี้ได้ประมาณปีครึ่ง ก็ได้มี "PAR หรือ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม" เข้ามาในวงการทำงานส่งเสริมการเกษตร ฉะนั้น การศึกษาเรียนรู้ PAR จึงเริ่มเกิดขึ้นร่วมกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาะราช หลังจากนั้น ปีที่ 2 PAR จึงได้ถูกนำเข้ามาทดลองใช้กับงานที่ทำ โดยนำไปประสม กับ งานศูนย์การเรียนรู้ แล้วในปีเดียวกันก็ได้มี "KM หรือ การจัดการความรู้" เข้ามาสู่องค์กร ดิฉันจึงได้ทำการศึกษาและทำความเข้าใจกับเรื่องดังกล่าวร่วมกับทีมงาน
หลังจากนั้น ดิฉันจึงได้ลองนำ "ศูนย์การเรียนรู้ มาประสมกับ PAR และประสมกับ KM" (ศูนย์การเรียนรู้ + PAR + KM) การประสมดังกล่าวเป็นผลมาจากหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่ดิฉันร่วมปฏิบัติและเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยี ต่างต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับงานเหล่านั้นด้วย
คำตอบที่เกิดขึ้น คือ
1. ศูนย์การเรียนรู้ จะไม่สมบูรณ์ได้ถ้าเจ้าหน้าที่หรือทีมปฏิบัติงานไม่เข้าใจ PAR และ KM
2. ศูนย์การเรียนรู้ จะค้นพบแค่ “แนวทางและวิธีการสร้างและการจัดทำให้เกิดขึ้นได้เท่านั้น” ถ้าเจ้าหน้าที่หรือทีมปฏิบัติงานไม่เข้าใจ PAR และ KM
3. ศูนย์การเรียนรู้ จะเกิดขึ้นได้เป็นรูปธรรมและสามารถจับต้องได้ ถ้าเจ้าหน้าที่เข้าใจ PAR และ KM
ฉะนั้น "วิจัยชุมชน" จึงเป็นองค์ความรู้ที่สามารถทำให้เนื้องานส่งเสริมการเกษตร "ไม่ตาย" และ "การจัดการความรู้" เป็นตัวสนุบสนุนและนำทางให้องค์ความรู้ในเนื้องานส่งเสริมการเกษตรทั้งของเจ้าหน้าที่และเกษตรกรเผยแพร่สู่บุคคลอื่นได้เป็นรูปธรรม เพราะมีทั้งเป้าหมาย การเติมความรู้ที่ขาดหายให้ และมีการจัดเก็บให้ใช้
ได้ตลอดเวลา
ดังนั้น ข้อสงสัยของดิฉันก็คือ แล้วจะนำทั้ง 3 ตัวละคร มาประกอบกันได้อย่างไรละ? ที่เป็นเนื้อผสมที่ลงตัวได้.
</p>
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ตอนที่ 1 ค้นหาข้อสงสัย
ของยาก ๆ แต่ทำอย่างไรให้ง่าย ๆ ดูต่อเนื่องสักที
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ · 25 มิ.ย. 2550
เพชรแผ่นดิน ศูนย์เรียนรู้ดอยสะเก็ดเชียงใหม่ · 25 มิ.ย. 2550
ทีมวิจัยและพัฒนานโยบาย โครงการเยาวชนพันทาง · 25 มิ.ย. 2550
นาย สุทัด ปินตาเสน · 25 มิ.ย. 2550
สวัสดีครับอ.ศิริวรรณครับ ผมมาแวะเยี่ยมครับ ขอชื่นชมว่าเยี่ยมจริงฯฯ ที่แบ่งปันครับ
ออกจะช้า ที่เพิ่งได้เข้ามาอ่าน แต่เป็นประโยชน์มากค่ะ ขอบคุณค่ะ
ศูนย์การเรียนรู้ จะไม่สมบูรณ์ได้ถ้าเจ้าหน้าที่หรือทีมปฏิบัติงานไม่เข้าใจ PAR และ KM
เห็นด้วยค่ะ แต่สงสัยอยู่คือ จะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่เข้าใจ KM , PAR ถ้า CKO บางคนยังพูดว่าเราไม่ต้องพูดเรื่อง KM กันหรอก เพราะมันอยู่ในการปฏิบัติ จนท.ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าวันนี้แสดงบทอะไร และต้องทำอะไรในบทบาทนั้น ถ้า CKO ไม่ให้สำคัญในการพัฒนาบุคลากร เพียงแต่จะให้บุคลากรทำตาม และคิดเอาเองว่า อืม มันจะซึมซับเข้าไปในตัวเขา
แต่มองดูแล้วเหมือนพื้นฐานไม่แน่น หรือเป็นการเรียนลัดเกินไป
ชื่อเรื่อง การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนแบบแปลนการจัดสวนถาดแบบชื้น
ผู้ศึกษา นายรักษพล ชิตูมปูน
ปีการศึกษา 2550
กลุ่มสาระ การงานอาชีพและเทคโนโลยี
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนแบบแปลนการจัดสวนถาดแบบชื้น มีวิธีดำเนินงานคือใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และนำเทคนิค AIC ซึ่งเป็นเทคนิคในการระดมความคิด การวางแผน และทำงานร่วมกันของนักเรียนมาเป็นกรอบในการดำเนินงานวิจัย โดยเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมตั้งแต่การค้นหาปัญหา การหาสาเหตุของปัญหา วิธีการแก้ปัญหา ตลอดจนการประเมินผล
วิธีการประเมินผล ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้มีความรู้มาร่วมกันประเมิน ประกอบด้วย 3 ฝ่ายคือ 1) ผู้เชี่ยวชาญในการจัดสวนถาด 2) ผู้ปกครองนักเรียนที่มีความรู้เกี่ยวกับการจัดสวนถาด 3) นักเรียนร่วมกันประเมินผลงานการเขียนแบบแปลนของตนเองและผู้เรียนกลุ่มอื่น ผลการศึกษาพบว่าสามารถพัฒนาทักษะการเขียนแบบแปลนของนักเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดได้ทุกกลุ่ม
ติดต่อคุณรักษพล ซิตูมปูน
056-761699
ชื่อเรื่อง การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนแบบแปลนการจัดสวนถาดแบบชื้น
ผู้ศึกษา นายรักษพล ชิตูมปูน
ปีการศึกษา 2550
กลุ่มสาระ การงานอาชีพและเทคโนโลยี
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนแบบแปลนการจัดสวนถาดแบบชื้น มีวิธีดำเนินงานคือใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และนำเทคนิค AIC ซึ่งเป็นเทคนิคในการระดมความคิด การวางแผน และทำงานร่วมกันของนักเรียนมาเป็นกรอบในการดำเนินงานวิจัย โดยเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมตั้งแต่การค้นหาปัญหา การหาสาเหตุของปัญหา วิธีการแก้ปัญหา ตลอดจนการประเมินผล
วิธีการประเมินผล ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้มีความรู้มาร่วมกันประเมิน ประกอบด้วย 3 ฝ่ายคือ 1) ผู้เชี่ยวชาญในการจัดสวนถาด 2) ผู้ปกครองนักเรียนที่มีความรู้เกี่ยวกับการจัดสวนถาด 3) นักเรียนร่วมกันประเมินผลงานการเขียนแบบแปลนของตนเองและผู้เรียนกลุ่มอื่น ผลการศึกษาพบว่าสามารถพัฒนาทักษะการเขียนแบบแปลนของนักเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดได้ทุกกลุ่ม
ติดต่อคุณรักษพล ซิตูมปูน
056-761699
ขอบคุณค่ะ
คุณค่ะ
งานวิจัยเชิงปฏิบัติการ และงานวิจันชุมชนแตกต่างหรือไม่
อยากศึกษา
อัจฉรา แสงสิริโรจน์