ตอนนี้เวลาจะนั่งโต๊ะทำงาน ตรวจงาน ติดตามงานของผมน้อยลงไปเยอะครับ เพราะภาระกิจเกี่ยวกับการเรียนและการสอน เทอมนี้สอนเยอะครับ เหตุผลเพราะยังหาอาจารย์ใหม่ทางเทคโนโลยีการศึกษาไม่ได้ ผมก็เลยต้องรับทั้งหมดไป จากจำนวนคาบสอนและคาบเรียน ทำให้เกือบไม่เหลือเวลาสำหรับการบริหารงานเลยครับ แต่ท่านคณบดียังเชื่อใจให้ทำงานต่อ ท่านให้เหตุผลที่ให้ผมทำงานในตำแหน่งบริหารต่อว่า เนื่องจากผม "สั่งงานเป็น" ท่านให้ความเข้าใจเพิ่มกับผมว่า ถึงผมไม่อยู่ที่โต๊ะทำงาน ท่านก็ไม่เคยเห็นงานผมบกพร่อง ซึ่งท่านเห็นว่า งานของผมเดินได้ด้วยการติดตามและสั่งการ ไม่ใช่ต้องทำเอง
ผมแอบยิ้มในใจครับ ว่านี้คือ คำชมจากเจ้านาย แต่ในใจก็คิดต่อไปว่า เหตุที่ทำได้อย่างนั้นก็เพราะทีมงาน ที่เข้าใจการทำงานของผมและมีทักษะในการบริหารจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง
ตอนที่ผมมาอยู่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ใหม่ ผมเจอปัญหาหนึ่งซึ่งผมเคยนำปัญหานี้ไปคุยกับหัวหน้าหน่วยอื่นๆ ปรากฏว่าเจอเหมือนกันและเราก็สรุปนี้คือนิสัยการทำงานของคนในสามจังหวัดนี้ ปัญหาที่ว่าคือ
ถ้าเรา(หัวหน้า) สั่งงานไปแล้ว เขาจะรับและเอาไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่หากในระหว่างการปฏิบัติตามหากมีปัญหาติดขัด เขาจะหยุดทำเสียเฉยๆ แล้วไม่ยอมกลับมารายงานปัญหาให้หัวหน้า(เรา) ได้รู้เลย ดังนั้นเมื่อถึงเวลาต้องสานต่องาน หรือเมื่อเราตามเรื่อง จะพบว่างานนั้นยังไม่เสร็จ และเมื่อซักไปซักมาก็จะรู้ว่า ทำไม่ได้มานานแล้ว ซึ่งหัวหน้าส่วนใหญ่ก็จะอารมณ์เสียแล้วบอกว่า ทำไมไม่บอกละ?
จากนิสัยการทำงานแบบนี้ สำหรับผม ผมจึงปรับกระบวนการสั่งงาน คือ ขั้นแรกเขา(ทีมงาน) จะต้องเข้าใจเป้าหมายของผมก่อน แต่เวลาให้ทำงาน ผมจะออกแบบเป็นขั้นๆ และจะย้ำว่า หากทำไม่ได้ไม่เป็นไร บอกให้รู้เป็นสำคัญ
ซึ่งอันนี้ทำให้เกิดผลดีหลายประการ เช่น มีการรายงานการปฏิบัติงานเป็นระยะๆ มีการสื่อสารในทีมงานดีขึ้น สัมพันธภาพดีขึ้นครับ และผลสำเร็จก็ดีขึ้นด้วย
อันหนึ่งที่ผมจะหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาดในการสั่งงาน หรือมอบหมายงาน คือ การบอกแค่เป้าหมายที่อยากได้ แต่ไม่บอกแนวทางในการทำงาน ผมเปรียบเทียบง่ายๆ ครับ หากคุณเป็นเจ้านาย เห็นว่า ชายคนหนึ่งเป็นอุปสรรค์ต่องานของคุณ คุณบอกว่า ไปทำให้อุปสรรค์นั้นหายไปที บางทีทีมงานคุณอาจเอาไม้ไปทุบหัวชายหนุ่มนั้นก็ได้ครับ และสุดท้ายคุณก็ผิดฐานจ้างวานครับ
ผมจึงให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานของทีมงานมาก พูดง่ายๆ คือ ก่อนจะไปทำต้องชัดทั้งเป้าและแนวทาง แต่ทีมงานก็มีอิสระในการแก้ไขปัญหาในระหว่างปฏิบัติงานด้วยครับ เกินจากความสามารถของเขาก็ค่อยรายงานผม
ปัจจุบัน ผมว่าทีมงานของผมเข้าใจแนวการทำงานของผมมากขึ้น ดังนั้นเกือบจะไม่ต้องพูดอะไรมากครับ งานเสร็จได้ดังใจ
ออ. ประเด็นหนึ่งที่อยากนำเสนอคือ คนเป็นหัวหน้าต้องมีทักษะสำคัญอยู่เหมือนกันครับ คือ
- ต้องสามารถทำให้เกิดเป้าหมายร่วมกันระหว่างตนและทีมงานให้ได้ด้วย
- รู้หน้าที่ตนเองด้วยว่า ไม่ใช่คนทำงาน แต่เป็นคนกำหนดงานและเป้าหมาย (ซึ่งต้องให้ทีมงานมีความรู้สึกร่วมด้วย)
- ติดตามงานเป็น ประเมินงานเป็น ซึ่งก็คือ สื่อสารในองค์กรเป็น
- มอบหมายงานให้ถูกกับคน แต่ต้องไม่ให้ทีมงานบางคนน้อยใจได้ นั่นหมายถึงต้องกระจายงานและความรับผิดชอบเป็น
- ต้องเสริมแรงเป็น และให้เกียรติทีมงาน
- พร้อมรับความผิดกับความผิดพลาดของทีมงานในการปฏิบัติงาน อย่ารับต่อความชอบ ปฏิเสธความผิด
- มีไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วนะครับ ท่านผู้อ่านเห็นเป็นอย่างไร
มาเรียนกระบวนการบริหารกับ อ.จารุวัฒน์ ครับผม อย่างน้อยก็บริหารตัวเอง ในอนาคตมีโอกาสเป็นผู้บริหารบ้าง
มีคำผิดอยู่ในบันทึกบ้างครับอาจารย์
ผู้บริหารคือผู้ที่สามารถทำให้เพื่อนร่วมงานปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ
- - - - -
"ถ้ามีภาวะผู้นำที่ดีพร้อม
แต่ขาดการบริหารที่ดี...ก็อาจจะเกิดความวุ่นวายขึ้นได้
แต่การบริหารการจัดการแต่เพียงอย่างเดียว
แต่ขาดภาวะผู้นำ...ก็อาจทำให้องค์กรเสื่อมถอย"
- - - - - -
ผมแก้ไขคำผิดตามที่บอกแล้วครับ คิดอยู่นานว่า เขาใช้อะไรแทน ไหวพลิบ ยอมรับครับ บางทีสมองมันตื้อเสียเฉยๆ คิดไม่ออก