พวกเราคงจะได้ยินได้ฟังเรื่อง "โยคะร้อน" ซึ่งอ้างว่า เผาผลาญกำลังงาน(แคลอรี)ได้ดีกว่าโยคะทั่วไปมาแล้วไม่มากก็น้อย

พวกเราคงจะได้ยินได้ฟังเรื่อง "โยคะร้อน" ซึ่งอ้างว่า เผาผลาญกำลังงาน(แคลอรี)ได้ดีกว่าโยคะทั่วไปมาแล้วไม่มากก็น้อย

วันนี้มีข่าวดีจากจดหมายข่าวเว็บไซต์ดอกเตอร์เมียคิน ตอบคำถามเกี่ยวกับการออกกำลังเพื่อลดความอ้วนว่า ออกกำลังในที่ร้อนดี หรือเย็นดีมาฝากครับ...

อาจารย์นายแพทย์เมียคินท่านตอบว่า การออกกำลังในที่ร้อนเผาผลาญกำลังงาน(แคลอรี)ได้มากกว่าที่เย็น เช่น ห้องปรับอากาศ(ติดแอร์) ฯลฯ

พลังงานจากการเผาผลาญอาหารของกล้ามเนื้อมากกว่า 70% จะสูญเสียไปในรูปความร้อน ที่ออกมาในรูปแรงงานนั้นต่ำกว่า 30%

กล้ามเนื้อของเราจะ "ร้อนขึ้นมาก" เวลาออกกำลัง ทำให้ร่างกายต้องหาทางระบายความร้อนออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนภายในสูงเกิน (overheating)

ถ้าเปรียบเป็นรถ... เมื่อเครื่องร้อนก็ต้องมีระบบระบายความร้อน เช่น ระบบหม้อน้ำ-ท่อน้ำ ฯลฯ เครื่องจึงจะไม่ร้อนจนพังไปเสียก่อน

ถ้าเราออกกำลังในที่เย็น... ร่างกายจะระบายความร้อนออกได้ค่อนข้างง่าย ต่อมเหงื่อจะขับเหงื่อออกเพิ่มขึ้น

เหงื่อจะระเหยออกไป และดึงความร้อนออกไปผ่านการเปลี่ยนสถานะของน้ำจากของเหลวกลายเป็นแก๊ส(ไอน้ำ)ได้ง่าย

นอกจากนั้นร่างกายยังระบายความร้อนผ่านผิวหนัง เช่น ลมพัดผ่านผิวหนัง(ลมเย็น) พัดพาความร้อนออกไป ฯลฯ ได้ง่าย

ทีนี้ถ้าเราออกกำลังในที่ร้อน... ร่างกายจะระบายความร้อนออกได้ยากกว่าในที่เย็น เนื่องจากร่างกายระบายความร้อนผ่านผิวหนัง เช่น ลมพัดผ่านผิวหนัง(ลมร้อน) พัดพาความร้อนออกไป ฯลฯ ได้ยากขึ้น

ร่างกายจึงต้องปรับระบบระบายความร้อน โดยการทำให้เส้นเลือดบริเวณผิวหนังขยายตัว

หัวใจทำงานหนักขึ้น โดยการสูบฉีดเลือดไปใกล้ผิวหนังมากขึ้น เหงื่อออกมาขึ้น เพื่อให้ผิวหนังเปียกชื้น เกิดการระเหยของน้ำมากขึ้น

การปรับตัวเพื่อการระบายความร้อนผ่านผิวหนังเหล่านี้ ทำให้เกิดการใช้กำลังงาน(แคลอรี)เพิ่มขึ้น

การออกกำลังในที่ร้อนจึงใช้กำลังงาน(แคลอรี)มากที่เย็น และช่วยลดความอ้วนได้มากกว่าที่เย็น

แท็กซี่ท่านหนึ่งที่กรุงเทพฯ กล่าวไว้ดี ท่านบอกว่า รถยนต์จะใช้ให้ทนให้นาน... เริ่มต้นที่การป้องกันเครื่องไม่ให้ร้อน

คนเราก็คล้ายกัน... ก่อนออกกำลังควรดื่มน้ำให้มากพอเสมอ โดยดื่มน้ำให้มากพอตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำเพิ่ม 1-2 แก้วประมาณ 0.5-1 ชั่วโมงก่อนออกกำลัง และดื่มน้ำเป็นระยะๆ

ถ้าออกกำลังนาน อย่างน้อยทุกๆ ครึ่งชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ (dehydration) ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะลมแดด (heatstroke) หรืออุณหภูมิร่างกายร้อนเกิน (overheating) ได้

อาจารย์เมียคินแนะนำว่า คนเราควรออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ ไม่ว่าอากาศจะร้อนหรือเย็น เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของโรคอ้วน และโรคอ้วนลงพุง ซึ่งระบาดไปทั่วโลกแล้ว

พวกเราควรหาโอกาสเดินให้มากขึ้น... เดินรวมกันให้ได้อย่างน้อยวันละ 60-75 นาที เดินขึ้นลงบันไดตามโอกาส ออกแรงทำงาน เช่น ซักผ้า ถูพื้น ล้างจาน ล้างรถ ฯลฯ ให้หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และต้านทานโรคอ้วน-โรคอ้วนลงพุงได้ในระยะยาว

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดี และมีความสุขกับการใส่ใจสุขภาพไปนานๆ ครับ

ข่าวประกาศ...                                                  

  • ผู้เขียนขอปิดส่วนความคิดเห็น และงดตอบปัญหา เพื่อปรับปรุงคำหลัก (key words) บันทึกย้อนหลังไปพลางก่อน

ขอแนะนำ...                                                    

    แหล่งที่มา:                                      

  • Many thanks to > Dr. Gabe Mirkin’s Fitness and Health e-Zine. June 24, 2007.
  • Many thanks to > Gabe Mirkin, MD. > Heart works harder in hot weather > http://www.drmirkin.com/fitness/9324.html > 8/9/05.
  • ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก บ้านสุขภาพ มีไว้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค
  • ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
  • ขอขอบพระคุณ > อาจารย์เทวินทร์ อุปนันท์ IT โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี
  • ขอขอบพระคุณ > อาจารย์ ณรงค์ ม่วงตานี และอาจารย์เทพรัตน์ บุณยะประภูติ IT ศูนย์มะเร็งลำปาง
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 23 มิถุนายน 2550.